ในยุคสมัยที่เราหันไปทางไหน ก็เจอแต่คนถือแก้วชานมไข่มุก

มีร้านชานมไข่มุก ทั้งธรรมดา เกรดพรีเมียม ทยอยเปิดกันขึ้นมาอย่างไม่ขาดสาย

กระทั่งแบรนด์ดังๆ ที่ไม่เคยขายชานมไข่มุก ก็ต้องมีประดับร้าน ไล่มาตั้งแต่ร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven, ร้านโดนัท Mister Donut หรือกระทั่งกาแฟอย่าง Starbucks ก็มีเมนูมุกมานำเสนอด้วย

จะเรียกว่ายุคสมัยนี้ว่า “ยุคแห่งชานมไข่มุก” ก็คงไม่ผิดไปนัก

แล้วคุณสงสัยเหมือนกันไหมครับว่ามูลค่าธุรกิจชานมไข่มุกทั่วโลก มีมูลค่ามหาศาลแค่ไหน!?

 

 

แม้หลายคนอาจจะมองว่า “ก็แค่ชาไข่มุก!?” แต่เรื่องนี้มีการวิเคราะห์และทำวิจัยกันแบบจริงๆ จังๆ เลยนะครับ

อ้างอิงจาก Allied Market Research พบว่าในปี 2016 ตลาดชานมไข่มุกทั่วโลกมีมูลค่ารวมกันประมาณ 62,000 ล้านบาท

มันเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูงพอสมควร และที่น่าสนใจมากกว่านั้นก็คือ

“มันเติบโตขึ้นทุกปี”

จากการประเมิณของทีมวิจัย พวกเขาพบว่าตลาดนี้มีการเติบโตอยู่ในระดับ 7.4% ต่อปี

และนั่นจะทำให้ภายในปี 2023 หรืออีก 4 ปีข้างหน้า ตลาดชานมไข่มุกทั่วโลกจะมีมูลค่าทะลุ 100,000 ล้านบาทได้สำเร็จ

ใช่ครับ มันกำลังจะก้าวเป็นเครื่องดื่มที่มีมูลค่าการตลาดนับแสนล้าน ซึ่งถือว่าไม่ใช่ตัวเลขที่น้อยเลย

 

และแน่นอนว่า วัฒนธรรมชานมไข่มุกนั้นแพร่มาจากไต้หวัน และนิยมกันในหมู่คนเอเชีย

จึงไม่แปลกใจว่า ถ้าคุณไปเยือนประเทศในแถบเอเชียตะวันออกทั้งหลาย ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ จีน จะพบกับร้านชานมไข่มุกเปิดให้บริการอยู่มากมาย

และแน่นอน ประเทศในแถบอาเซียน โดยเฉพาะเมืองไทย ก็รับกระแสนิยมครั้งนี้เข้ามาด้วยเช่นกัน

แถมการเติบโตของตลาดชานมไข่มุกในไทย โดยเฉพาะในช่วง 3-4 ปีหลังมานี้

แม้จะยังไม่มีการประเมิณตัวเลขที่แน่นอนว่าอยู่ที่เท่าไรกันแน่ แต่เชื่อว่าแทบทุกคนจะสัมผัสด้วยความรู้สึกได้ว่า.. “มันเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วมาก”

 

ย้อนกลับไปในปี 2012 ทางศูนย์วิจัยกสิกรไทยเคยประเมิณเอาไว้ว่า ตลาดชานมไข่มุกในไทยตอนนั้น มีมูลค่าประมาณ 2,000-2,500 ล้านบาท

นั่นคือยุคที่เรายังไม่เห็นร้านชานมไข่มุกทั่วบ้านทั่วเมือง

นั่นคือยุคที่ใครสักคนมาบอกว่า จะขายชาไข่มุกแก้วละ 100 บาท เราคงคิดว่าเขาเจ๊งแน่ๆ

แต่มายุคสมัยนี้ ร้านชานมไข่มุกแก้วละหลักร้อย กลับมีคนไปยืนต่อคิวซื้อกันแทบจะทั้งวัน

เอาล่ะครับ เราลองคิดเล่นๆ ว่าตลาดชานมไข่มุกเมืองไทย มีอัตราการเติบโตพอๆ กับตลาดชานมไข่มุกโลก ที่ตัวเลข 7.4%

ในปี 2012 มีมูลค่า 2,500 ล้านบาท

ในปี 2013 จะมีมูลค่าประมาณ 2,685 ล้านบาท

ในปี 2015 จะมีมูลค่าประมาณ 3,000 ล้านบาท

และในปี 2019 ตลาดชานมไข่มุกจะมีมูลค่าราวๆ 4,120 ล้านบาทเลยทีเดียว

(**ซึ่งถ้าคิดในมุมมองของผมเอง ผมมองว่ามันอาจจะสูงกว่าตัวเลขนี้ไปได้ถึง 2 เท่า อาจจะแตะ 8,000 ล้านเสียด้วยซ้ำ)

 

มาถึงตอนนี้ หลายคนเริ่มจะอยากรู้ว่าในตลาดมูลค่าหลายพันล้านนั้น แบรนด์ที่น่าสนใจและสร้างรายได้สูงในตลาดนี้ จะมีเจ้าใดบ้าง

เท่าที่ผมลองหาข้อมูลเบื้องต้น บวกกับกระแสจากคนรอบๆ ตัว ว่าพวกเขาและเธอชอบไปต่อคิวซื้อแบรนด์ไหนบ้าง และเราลองมาดูการเปรียบเทียบ 2 แบรนด์นี้คร่าวๆ ครับ…

 

บริษัท โคอิ เตะ (ประเทศไทย) จำกัด 

ปี 2016 มียอดขายประมาณ 3.5 ล้านบาท ขาดทุน -2 ล้านบาท

ปี 2017 มียอดขายประมาณ 62 ล้านบาท ทำกำไร 8 ล้านบาท

ปี 2018 มียอดขายประมาณ 303 ล้านบาท ทำกำไร 81 ล้านบาท

 

บริษัท คามุ คามุ จำกัด

ปี 2016 มียอดขายประมาณ 36 ล้านบาท ขาดทุน -9.9 ล้านบาท

ปี 2017 มียอดขายประมาณ 67 ล้านบาท ขาดทุน -5.7 ล้านบาท

ปี 2018 มียอดขายประมาณ 153 ล้านบาท ทำกำไร 21 ล้านบาท

 

ทั้งสองคือแบรนด์ที่ตั้งราคาเอาไว้ในระดับพรีเมียม พูดง่ายๆ ก็คือขายแพงกว่าร้านชาทั่วไป (ซึ่งคำว่าทั่วไปนี้ผมหมายถึงแก้วละ 30-40 บาทนะครับ)

แต่จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า การเติบโตของร้านชาไข่มุกแบบพรีเมียม เป็นไปอย่างก้าวกระโดดทั้งในปี 2017 และ 2018

ซึ่งของทางโคอิ เตะ นั้น สามารถทำกำไรให้สูงขึ้นไปนับ 10 เท่า ภายในระยะเวลาเพียงปีเดียว

ขณะทางฟากของคามุ ก็สามารถพลิกกลับจากงบขาดทุน กลายเป็นงบที่กำไรในหลักสิบล้านได้ในปีล่าสุดเช่นกัน

แน่นอนว่า เราต้องชื่นชมทีมบริหารและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องของทั้ง 2 แบรนด์ ที่สร้างความโดดเด่นให้กับแบรนด์ตนเอง จนยืนเป็นอันดับต้นๆ ของตลาดชาไข่มุกพรีเมียมได้

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า กระแสความฟีเวอร์ของชานมไข่มุก ก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้บริษัทสร้างยอดขายได้ดีขนาดนี้

 

แล้วยุคสมัย “ชานมไข่มุก” จะไปสิ้นสุดเมื่อใด!?

เป็นความจริงของทุกๆ ธุรกิจ และความจริงของโลกเราที่ว่า กระแสอะไรที่เกิดขึ้นมาแล้วได้รับความนิยม ก็ย่อมมีวันซาลงไปได้เป็นเรื่องธรรมดา

ปี 2018 ที่ผ่านมา อาจจะเป็นแค่จุดเริ่มต้นของกระแสที่จะทวีความรุนแรงมากกว่านี้ หรือมันอาจจะเป็นจุดสูงสุดของกระแสเครื่องดื่มชานมไข่มุกไปแล้ว..

ผมเชื่อว่านั่นเป็นเรื่องที่ไม่มีใครสามารถฟันธงแบบ 100% ได้แน่ๆ

ลองสมมติว่าคุณเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือกำลังเล็งที่จะเปิดร้านชานมไข่มุกอยู่…

ถ้าหากเราเชื่องานวิจัยที่อ้างอิงข้างต้น เราก็จะเชื่อว่าตลาดชานมไข่มุก ยังคงไปต่อได้เรื่อยๆ คุณก็จะมั่นใจลงมาแข่งในตลาดนี้ดูสักหน่อย

หรือถ้าหากเรามองในทางตรงกันข้าม เราก็จะมองว่ามันเป็นเครื่องดื่มที่ไม่ว๊าวแล้ว และพยายามค้นหาสิ่งที่จะมา “ฮิต” แทน

การมองโลกที่แตกต่างกัน การคิดวิเคราะห์ และการตัดสินใจที่แตกต่างกันนี้ ไม่ใช่กับเฉพาะธุรกิจชานมไข่มุกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

แต่มันยังใช้ได้กับแทบทุกธุรกิจ ทุกการทำงาน หรือทุกจังหวะการตัดสินใจในชีวิตของเรา

ว่าเราจะเลือกเส้นทางใดที่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

ในการตัดสินใจที่สำคัญเพียงครั้งเดียว มันอาจจะเป็นสิ่งที่แบ่งแยกระหว่างความสำเร็จของคนกลุ่มหนึ่ง กับความล้มเหลวของคนอีกกลุ่มหนึ่ง

 

ในวันนี้คุณคิดว่าตลาดชานมไข่มุกอยู่ในจุดใดแล้ว มันจะไปต่อได้อีกไกล!? หรือมันใกล้จะสิ้นสุดแล้ว!?

ลองมาร่วมคอมเมนต์ วิเคราะห์ พูดคุยกัน แล้วในอนาคตเราจะย้อนกลับมาอ่านมันด้วยกันอีกครั้ง ว่าสิ่งที่คุณคิดกันในวันนี้ จะเป็นจริงมากน้อยเพียงใดครับ…

 

 

 

ที่มา:

marketeeronline.co/archives/113230

https://www.alliedmarketresearch.com/gcc-bubble-tea-market

https://www.prnewswire.com/news-releases/global-bubble-tea-market-expected-to-reach-3214-million-by-2023—allied-market-research-679632513.html

https://positioningmag.com/1232083

https://datawarehouse.dbd.go.th

แสดงความคิดเห็น...