เพราะบางครั้ง “วิกฤติ” มักจะมาถึงเราแบบไม่ทันตั้งตัวเสมอ

ลองย้อนกลับไปเมื่อตอนต้นปี 2020 ตอนนั้นหลายคนวางแผนอะไรกันเอาไว้!?

บางคนกำลังจะเรียนจบ กลายเป็นบัณฑิตใหม่ เตรียมสมัครงานเป็นที่แรก

บางคนเพิ่งออกจากงานประจำ มาลงทุนทำธุรกิจส่วนตัวที่ฝันไว้

ขณะที่เจ้าของกิจการหลายคน ก็นำเงินมาลงทุนขยายกิจการที่กำลังไปได้ดี

แต่ใครจะคิดว่าจะมีโรคระบาด เกิดขึ้นมาเสียอย่างนั้น แล้วแผนการณ์หลายๆ อย่างที่คิดเอาไว้ ก็ต้องเปลี่ยนไปในทันที

ที่ยกตัวอย่างมาข้างต้น ก็คือ “ความเสี่ยง” ของการใช้ชีวิตและทำธุรกิจ ซึ่งแม้เราจะควบคุมปัจจัยของเราเองให้ดีแค่ไหน แต่ก็มีปัจจัยภายนอกที่เราควบคุมไม่ได้ แต่กลับส่งผลกระทบหนักกว่าปัจจัยภายในเสียอีก

ยกตัวอย่างเช่น..

เราทำงานประจำหรือธุรกิจด้านการท่องเที่ยว แต่เมื่อเกิดการล็อกดาวน์และห้ามเดินทางระหว่างประเทศ เราต้องหยุดงาน ทำให้รายได้เป็น 0 ไปในทันที

ยิ่งไปกว่านั้น งานที่ต้องคลุกคลีกับนักท่องเที่ยว ทำให้เราได้รับเชื้อโควิด-19 ซึ่งนำมาสู่การกักตัว เข้ารับการรักษา และเสียค่าใช้จ่ายตามมา

ซึ่งการยกตัวอย่างโควิด-19 มานั้น เป็นแค่เพียง 1 โรคที่เราอาจจะต้องเผชิญอย่างไม่คาดฝันเท่านั้น

เพราะในความเป็นจริง เรายังจะต้องเสี่ยงกับโรคร้ายที่เข้ามาตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นโรคหัวใจ โรคความดัน โรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคฮิตของคนไทยอย่างมะเร็ง เช่นกัน

อ๊ะ อย่าเพิ่งเข้าใจผิดว่าเรามาขายประกันสุขภาพ

เพราะที่กล่าวเรื่องประกันนั้น ไม่ใช่เฉพาะเรื่องสุขภาพด้วย แต่ยังรวมถึงประกันภัยในรูปแบบอื่นๆ ที่ส่งผลต่อธุรกิจของเราเอง

ทั้งการประกันภัยรถยนต์ ประกันภัยขนส่ง ประกันอัคคีภัย ประกันสินค้า หรือประกันภัยเบ็ดเตล็ด

ยกตัวอย่างง่ายๆ ให้เห็นภาพ สมมติว่าเราทำธุรกิจขนส่ง หากเราไม่มีประกันภัยรถยนต์อยู่เลย แล้วจู่ๆ ก็เกิดน้ำท่วมลานจอดรถยนต์ของเรา ทั้งที่ไม่เคยท่วมมาหลายสิบปี

รถยนต์ทุกคันถูกน้ำท่วมหมด ไม่สามารถใช้งานออกไปสร้างรายได้ แล้วก็ไม่มีใครมาจ่ายค่าชดเชยให้ด้วย เท่ากับว่าธุรกิจของคุณแทบจะล่มสลายไปในเพียงข้ามคืนเท่านั้น!!

ถึงกรณีที่ยกตัวอย่างมาจะเลวร้ายไปสักนิด แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเกิดขึ้นไม่ได้

เรียกว่ายิ่งธุรกิจของเราครอบคลุมด้านต่างๆ มากแค่ไหน ค่าใช้จ่ายในการประกันความเสี่ยงก็จะยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย

และสิ่งที่จะมาปกป้องทั้งชีวิต การทำงาน การเงิน รวมถึงธุรกิจของเราในยุคฟื้นตัวเศรษฐกิจหลังโควิด-19 ส่วนหนึ่งก็คือการมีหลักประกันที่ครอบคลุม

ว่าถึงแม้จะเกิดวิกฤติอะไรขึ้นมาหลังจากนี้ เราก็อาจจะแค่สะดุดล้มบาดเจ็บเล็กน้อย ไม่ถึงกับล้มจนลุกไม่ได้อีกครั้งเลย

 

หลังจากวิกฤติโควิด-19 ผ่านพ้นไป ก็จะเข้าสู่ภาวะของการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

ซึ่งแน่นอนว่าเศรษฐกิจไทย ก็ยังไม่สามารถกลับไปเติบโตในระดับเดิมได้ในทันที

อ้างอิงจากธนาคารแห่งประเทศไทย ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยนั้นจะค่อยๆ ฟื้นตัวในรูปแบบของเครื่องหมาย Swoosh หรือเครื่องหมายถูกหางยาว

พูดง่ายๆ ก็คือ เศรษฐกิจที่ตกลงอย่างรุนแรงและรวดเร็ว จะค่อยๆ ฟื้นขึ้นมาทีละเล็กละน้อย จนกว่าจะกลับไปเหมือนช่วงก่อนวิกฤติ ก็อาจจะต้องกินเวลายาวนาน 2-5 ปีต่อจากนี้

เพราะฉะนั้น ช่วงเวลาก่อนที่จะไปถึงจุดนั้น จึงเป็นช่วงเวลาที่เราต้องใช้จ่ายทุกอย่าง ให้ทั้งคุ้มค่า และเสี่ยงน้อยที่สุด

อย่างที่กล่าวไปข้างต้น หลายคนอาจจะเลือกวิธีป้องกันความเสี่ยงด้วย “การทำประกัน”

แต่ถึงจะทำประกันแล้ว จะดีกว่าไหมถ้าการจ่ายค่าประกัน นั้นคุ้มค่ายิ่งกว่าเดิม!?

สมมติว่าเราจ่ายเบี้ยประกันชีวิต ปีละ 50,000 บาท แลกกับความคุ้มครอง 5,000,000 บาท

เมื่อเทียบกันแบบง่ายๆ เท่ากับว่าตัวเลขความคุ้มครอง ต่อเบี้ยประกันต่อปี จะอยู่ที่ประมาณ 100 เท่า

แต่หากเราสามารถใช้จ่ายได้อย่างคุ้มค่าขึ้น เช่น ได้รับส่วนลดเบี้ยประกัน 10% เหลือจ่ายเพียงปีละ 45,000 บาท แต่ความคุ้มครองยังเท่าเดิม

เท่ากับตัวเลขความคุ้มครอง ต่อเบี้ยประกันต่อปี จะเพิ่มขึ้นไปเป็น 111 เท่าทันที

ที่สำคัญก็คือ เราสามารถนำเงินที่เป็นส่วนลด 5,000 บาทนั้นไปใช้จ่ายหมุนเวียนอื่นๆ เก็บเป็นเงินออม หรือกระทั่งนำไปลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนให้เงินงอกเงยยิ่งขึ้น

สรุปว่าหากคุณสามารถหาความคุ้มค่าและส่วนลดตรงนี้ได้ คุณเองก็จะได้รับข้อดีถึง 3 ต่อ..

ทั้งการจ่ายค่าเบี้ยประกันที่ลดลงในแต่ละปี

อัตราส่วนของความคุ้มครองต่อเบี้ยประกันที่สูงขึ้น

รวมถึงการมีเงินลงทุนเพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่าในอนาคต..

 

แล้วจ่ายเบี้ยประกันแบบไหน ถึงจะได้ส่วนลดเยอะ!?

มาถึงจุดนี้ คุณอาจจะไม่รู้ว่า “บัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ” ให้เงินคืนเมื่อคุณจ่ายเบี้ยประกันอีกด้วย โดยมีรายละเอียดดังนี้ครับ..

ถ้าชำระค่าเบี้ยประกัน ด้วยบัตรอินฟินิท และบัตรประเภทอื่นๆ ทุก 1,000 บาท พร้อมใช้คะแนนสะสม 1,000 คะแนน จะได้เงินคืน 13%

หรือว่ากันง่ายๆ ก็ คือแลกคะแนนสะสม 10,000 คะแนน ได้เงินคืน 1,300 บาทนั่นเองครับ

ถัดมา ถ้าชำระค่าเบี้ยประกัน 200,000 บาทขึ้นไป/เซลส์สลิป พร้อมใช้คะแนนสะสม 200,000 คะแนน จะรับเงินคืนสูงถึง 15% หรือสูงสุด 30,000 บาท

และสุดท้ายคือการใช้บัตรวีซ่าอินฟินิทธนาคารกรุงเทพ ชำระค่าเบี้ยประกัน 500,000 บาทขึ้นไป/เซลส์สลิป พร้อมใช้คะแนนสะสม 500,000 คะแนน

กรณีนี้จะได้เงินคืนสูงสุดถึง 18% หรือเป็นเงิน 90,000 บาทเลยทีเดียว

ตรงจุดนี้เราจะเห็นว่า บัตรเครดิตของธนาคารกรุงเทพ นั่นถือว่าน่าสนใจมาก สำหรับคนที่จ่ายเบี้ยประกันสูงอยู่แล้ว โดยเฉพาะบัตรวีซ่าอินฟินิทธนาคารกรุงเทพ ที่จะได้รับเงินคืนสูงสุดที่มากถึง 90,000 บาท

ใช้จ่ายคุ้มค่าขนาดนี้ สำหรับใครที่สนใจบัตรเครดิตของธนาคารกรุงเทพ สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครได้เลยที่ https://www.bangkokbank.com/th-TH/Personal/Cards/Credit-Cards/Promotions/insuranceJUNE2020?fbclid=IwAR2Awelmbad17PnmO5aYu3jYNAF2cVTnLlU3Gs0LSfoklfPy58TQI9v_nEM

 

แสดงความคิดเห็น...