คุณคิดว่า BMW หรือ Mercedes-Benz แบรนด์ไหนจะขายดีกว่ากัน

ทั้งสองแบรนด์นั้น ต่างเป็นผู้ครอบครองส่วนแบ่งตลาดรถหรูในไทยมาอย่างยาวนาน

จนกลายเป็นเครื่องแสดงฐานะทางสังคมอย่างหนึ่ง

หรูแบบชนิดที่ว่าขับไปร้านอาหาร เด็กที่จอดรถก็พร้อมจะบริการรถเบนซ์รุ่นเก่าๆ ดีกว่ารถญี่ปุ่นรุ่นใหม่ที่ราคาพอกันเสียอีก (เขียนไปก็น้อยใจไป ฮ่าๆ)

เอาล่ะ กลับเข้ามาในส่วนของด้านธุรกิจ เรามาดูข้อมูลของสองค่ายรถยักษ์ใหญ่จากเยอรมนีกันดีกว่าครับ

 

 

ข้อมูลยอดขายในไทยปี 2560

Mercedes-Benz ขายได้ 14,484 คัน

BMW ขายได้ 11,030 คัน

ยอดขายที่มากกว่าถึง 31% ทำให้ Benz ยังเป็นแชมป์ในประเทศไทย ซึ่งแบรนด์นี้ครองตำแหน่งมานานถึง 17 ปีติดต่อกันแล้ว!!

 

ทีนี้เรามาลองมองให้ลึกไปกว่านั้นนะครับ

ปี 2558 Mercedes-Benz ขายได้ 12,776 คัน

ปี 2559 Mercedes-Benz ขายได้ 11,844 คัน (-7.29%)

ปี 2560 Mercedes-Benz ขายได้  14,484 คัน (+22.2%)

 

ย้ายมาดูข้อมูลอีกค่ายกันบ้างนะครับ

ปี 2558 BMW ขายได้ 10,048 คัน

ปี 2559 BMW ขายได้ 7,923 คัน (-21.1%)

ปี 2560 BMW ขายได้  11,030 คัน (+39.2%)

 

(ยอดขายที่ตกลงไปของปี 2559 นั้นโดนกันทุกค่ายครับ จากข้อมูลพบว่ายอดขายรถยนต์ทั้งหมดในไทยของปีนั้น ลดลงจากปีก่อนหน้าเฉลี่ย 3.9% แต่ดูเหมือนว่า BMW จะลดลงหนักเลย)

 

หลังจากดูจำนวนคันที่ขายได้แล้ว เรามาดูรายได้กันต่อ

ปี 2560 บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด มีรายได้ 51,357 ล้านบาท

คิดแบบง่ายๆ เฉลี่ยกับยอดขายรถ 14,484 คัน เท่ากับว่าราคาเฉลี่ยคันละ 3,545,774 บาท

 

ปี 2560 บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู (ประเทศไทย) จำกัด มีรายได้ 33,794 ล้านบาท

เฉลี่ยกับยอดขายรถ 11,030 คัน เท่ากับว่าราคาเฉลี่ยคันละ 3,063,825 บาท

ส่วนสาเหตุที่ BMW นั้นมีราคาต่ำกว่าไม่ใช่เพราะขายรถยนต์ราคาถูกกว่า แต่อาจจะเป็นเพราะรวมถึงรถบิ๊กไบค์ในแบรนด์ BMW ไปด้วยนั่นเองครับ

 

วิเคราะห์ BMW vs Mercedes-Benz ในด้านต่างๆ

ผมคงต้องขอข้ามเรื่องประสิทธิภาพรถยนต์ เช่น ความแรง การเกาะถนน เพราะเป็นสิ่งที่มีตัวเลขบ่งบอก และสามารถหาอ่านได้ตามเว็บทดสอบรถยนต์อยู่แล้ว

แต่เราจะลองมาวิเคราะห์ใน 3 ด้านของสองแบรนด์ใหญ่จากเยอรมนีกันบ้าง

 

ไม่ได้เป็นเพียงคู่แข่งในไทย แต่ในตลาดโลกด้วยเช่นกัน

 

1. ภาพลักษณ์

ทั้งสองคือรถหรูในระดับล่าง หากคุณจะเทียบกับ Rolls-Royce หรือกระทั่ง Ferrari แต่ก็ถือว่าเป็นแบรนด์รถพรีเมียมซึ่งวางตัวอยู่เหนือตลาดรถบ้านด้วยกันทั้งคู่

แต่ BMW นั้นจะมีภาพลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ที่มากกว่า ซึ่งสามารถใช้เป็นจุดขายให้คนรุ่นใหม่ที่คิดจะมีรถหรูคันแรกได้ ขณะที่ Benz จะให้ภาพลักษณ์ของความภูมิฐาน และดูเป็นผู้ขับที่มีอายุมากกว่า

ซึ่งจุดนี้ทางผู้บริหาร Benz ก็ยอมรับและไม่ได้นิ่งนอนใจ เพราะแม้จะเป็นเจ้าตลาดอยู่ แต่พวกเขาก็พยายามออกรุ่นใหม่และใช้สื่อต่างๆ เพื่อให้รถเข้าถึงผู้ขับรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น

 

2. สื่อออนไลน์

แน่นอนว่าโลกยุคใหม่หนีไม่พ้นการใช้สื่อออนไลน์ให้เกิดประโยชน์ หากพิจารณาจากยอดติดตามในเพจเฟซบุ๊กของทั้ง BMW และ Mercedes-Benz อยู่ที่ 650,000 และ 740,000 คนตามลำดับ

ในขณะที่เพจทางการมีคนติดตามอยู่ที่ 20 ล้านคนพอๆ กันทั้งสองค่าย

อย่างไรก็ตาม สำหรับการขายรถยนต์แล้ว สื่อออนไลน์เป็นเพียงแค่สิ่งที่ใช้ประชาสัมพันธ์ข่าวสาร หรือให้ข้อมูลกับลูกค้าเท่านั้น ซึ่งต่างจากธุรกิจอื่นๆ เช่น เสื้อผ้า เครื่องสำอางค์ ซึ่งสามารถใช้เว็บไซต์เป็นแหล่งขายได้เลย

แม้ไม่สามารถตัดสินคุณค่าของแบรนด์รถยนต์ได้จากสื่อออนไลน์ แต่.. เราสามารถเข้าใจได้ว่าบริษัทที่ใช้สื่อออนไลน์ได้ดีกว่า จะสามารถเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้มากกว่า ซึ่งกลุ่มที่ว่านี้คือเด็กวัยมัธยม มหาวิทยาลัย ซึ่งยังไม่ใช่วัยทำงาน

และจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้พวกเขาเลือกตัดสินใจว่าจะเป็นลูกค้าของเจ้าไหน ในวันที่พวกเขามีเงินพร้อมจะซื้อแล้วนั่นเอง

 

3. เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง

ปฏิเสธไม่ได้ว่านอกจากการเข้ามาของโลกออนไลน์ที่ทำให้ธุรกิจหลายๆ ประเภทนั้นต้องปรับตัว โลกของธุรกิจยานยนต์ก็โดน “เทคโนโลยีรถพลังงานไฟฟ้า” มาทำให้ต้องปรับตัวด้วยเช่นกัน

การเติบโตอย่างสูงของ Tesla ในช่วงหลัง และค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนที่ทำยอดขายได้ในปีล่าสุดได้ 579,000 คัน โดยมียอดการเติบโตปีต่อปีที่สูงมากอีกด้วย

และทั้งสองค่ายก็ไม่อยู่เฉย Mercedes-Benz จะส่งรถยนต์ไฟฟ้า 100% มาทำตลาดในปีหน้า ส่วนทางค่าย BMW นั้นส่งมาทำตลาดไปก่อนหน้านี้แล้ว

แม้รถหรูอย่าง i8 ไม่ได้รับความนิยมมากนักเพราะราคาสูง ขณะที่ BMW i3 ก็ไม่ประสบความสำเร็จ แต่เชื่อว่าความผิดพลาดนี้จะเป็นบทเรียนดีๆ ให้ค่ายรถนำไปพัฒนาให้ดีขึ้นอย่างแน่นอน

 

BMW i8 รถไฟฟ้าหรูหรา แต่ด้วยราคาทำให้ไม่แพร่หลายมากนัก

 

“ถ้าโลกเปลี่ยนไปแล้วเราไม่เปลี่ยนตาม สุดท้ายเราก็จะถูกทิ้งเอาไว้ข้างหลังเพียงลำพัง…”

ดูเหมือนว่าทั้ง BMW และ Mercedes-Benz ไม่อยากเป็นคนที่ถูกทิ้ง และอยากจะเป็นคู่รักคู่กัดกันต่อไป จึงปรับตัวอย่างต่อเนื่องตามเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง

อีกสิ่งสำคัญของ “แบรนด์รถหรู” คือ “การบริการลูกค้า” ที่ต้องทำได้ดีกว่ารถบ้านทั่วไป และเมื่อเทียบกับภาพรวมในตลาดรถไทย ก็ถือว่าทำสองค่ายทำออกมาได้ในระดับที่ดีทีเดียว

ตลาดรถหรูของไทยจึงสนุกตรงที่ ความพยายามขึ้นอันดับที่ 1 ของ BMW และความพยายามรักษาแชมป์ของ Benz ที่เชือดเฉือนแบบไม่ยอมกันจริงๆ

Advertisement

แสดงความคิดเห็น...