โลกเทคโนโลยีในปัจจุบัน ย่อมทำให้ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จด้านเทคโนโลยี กลายเป็นธุรกิจอันดับต้นๆ ของโลก

ไม่ว่าจะเป็น Microsoft ที่ในปัจจุบันมีมูลค่ากิจการ 45 ล้านล้านบาท

หรือไม่ก็บริษัท Apple ที่มีมูลค่าสูงถึง 47 ล้านล้านบาท

จะว่าไป ทั้ง Microsoft และ Apple ก็ถือเป็นบริษัทใหญ่คับโลก ที่ไม่ว่าใครก็ต่างรู้จักถึงความร่ำรวยเป็นอย่างดี

แต่รู้หรือไม่ว่า…

ในอดีตเคยมีบริษัทที่ประสบความสำเร็จไปทั่วโลก ซึ่งหากเทียบมูลค่าเงินเฟ้อมาถึงปัจจุบัน พวกเขาจะมีมูลค่าถึง 240 ล้านล้านบาท

เรียกว่าใหญ่กว่า Apple ถึง 5 เท่า!!

พวกเขาเป็นใคร? ร่ำรวยมาได้ยังไง? แล้วทำไมมันจึงไม่ได้อยู่มาถึงปัจจุบัน!?

เราจะพาคุณไปรู้จักบริษัทนี้ให้มากยิ่งขึ้น…

 

[เรื่องราวดังกล่าว ต้องย้อนไปในช่วงปี 1500]

โดยในช่วงนั้นชาวดัตช์ กำลังตกเป็นเมืองขึ้นให้กับสเปน

ซึ่งพวกเขาก็พยายามทุกหนทางที่จะกู้เอกราชให้แก่ประเทศตัวเองให้ได้

แต่การจะกอบกู้เอกราชไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเรื่องถนัดของพวกเขาก็คือการค้าขายหาใช่สงคราม

แถมยังซ้ำร้ายในปี 1580 เส้นทางค้าขายของพวกเขากับโลกตะวันออก ก็ถูกปิดลงแทบทั้งหมด ตอนที่โปรตุเกสตกเป็นเมืองขึ้นของสเปนด้วย

นั่นทำให้ชาวดัตช์ในช่วงนั้นเริ่มขัดสนไปใหญ่ เหล่าพ่อค้าที่เคยค้าขายกับตะวันออก ก็ต้องเสาะแสวงหาลู่ทางค้าขายใหม่ๆ ด้วยตัวเอง

พวกเขาต่างแข่งขันกันหนักขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศ

แต่ไม่นาน ก็ตระหนักได้ว่า การแข่งกันในประเทศ ยิ่งมีความเสี่ยงและจะพากันล่มจมไปทั้งหมด

ดังนั้นเหล่าพ่อค้าจึงรวมตัวกันเป็นบริษัทขนาดใหญ่เพียงบริษัทเดียว ในปี 1602

แล้วก็ตั้งชื่อว่า “Vereenigde Oostindische Compagnie” หรือที่หลายๆ คนรู้จักกันในชื่อ “Dutch East India Company” นั่นเอง

 

ภาพวาดกองเรือของ Dutch East India Company

 

[ก้าวสู่ความสำเร็จของ Dutch East India Company (VOC)]

จากแต่เดิมที่ต่างคนต่างจ้างเรือ หรือเดินทางไปค้าขายทางตะวันออกด้วยเงินของตัวเอง

ซึ่งรูปแบบดังกล่าวมีความเสี่ยงสูง เพราะไม่มีอะไรมารับประกันได้ว่าเรือสินค้าขนาดเล็กจะกลับมาอย่างปลอดภัย ไม่โดนปล้นหรือแพ้คลื่นลมทะเลไปเสียก่อน

แต่เมื่อรวมเป็นบริษัทใหญ่ขึ้น ก็มีความสามารถในการเดินเรือสินค้าขนาดใหญ่มากขึ้น ปลอดภัยขึ้น ต่อรองทางการค้าได้มากยิ่งขึ้น

ทำให้การทำธุรกิจนั้นมีความเสี่ยงน้อยลงกว่าเดิม

ระบบดังกล่าวของกลุ่มธุรกิจ VOC อาจจะนับว่าแปลกใหม่ในยุคนั้น ทำให้มีนักลงทุนต่างสนใจและร่วมลงทุนมากยิ่งขึ้น ยิ่งทำให้กลายเป็นบริษัทที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

แต่นั่นก็ไม่ใช่กุญแจสำคัญเพียงอย่างเดียว ที่ทำให้บริษัทดังกล่าว ประสบความสำเร็จได้มากที่สุด..

 

ตลาดหลักทรัพย์อัมสเตอร์ดัม หนึ่งในอาคารที่สำคัญที่สุดของ VOC

 

[กุญแจแห่งความสำเร็จ คือการผูกขาด]

ย้อนกลับไปในตอนที่กลุ่ม VOC ถูกจัดตั้งขึ้น เหล่าพ่อค้านั้นนำทีมโดย Johan van Oldenbarnevelt ซึ่งเป็นนักการเมืองคนหนึ่งด้วย

ดังนั้น เพื่อที่จะทำให้มั่นใจว่าบริษัทจะไปรอด พวกเขาจึงเจรจากับรัฐบาล โดยมีข้อแลกเปลี่ยนคือกำไรบางส่วนของธุรกิจ จะนำมาช่วยกอบกู้เอกราชของประเทศ

ซึ่งนั่นทำให้ พวกเขาได้รับสิทธิ์และอำนาจมากมายจากรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น…

สิทธิ์ในการผูกขาดการค้าเครื่องเทศรวม 21 ปี

สิทธิ์ในการผลิตเหรียญกษาปณ์เป็นของตนเอง

สิทธิ์ในการมีกองทัพเรือ สั่งประหารชีวิตนักโทษ เจรจาสนธิสัญญา และเข้าร่วมสงครามด้วยตัวเอง

หรือแม้แต่สิทธิ์ในการจัดตั้งอาณานิคมเอง

เรียกได้ว่าพวกเขามีอำนาจเท่าๆ กับรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ในตอนนั้นเลยก็ไม่ผิด

และที่สำคัญ VOC ก็ไม่ลังเลที่จะใช้งานสิทธิ์ที่พวกเขามีด้วย

อาจจะเรียกว่าเป็นโชคดี หรือจังหวะเหมาะเจาะ เพราะเมื่อสเปนรบกับอังกฤษ ไม่สามารถดูแลทางเอเชียได้อย่างทั่วถึง

VOC ตัดสินใจยึดจาการ์ตา ในอินโดนีเซียปัจจุบัน และใช้มันเป็นสำนักงานหลัก ในการนำเข้าและส่งออกสินค้าจากเอเชีย

นอกจากนั้นยังขยายฐานการผลิต ด้วยสิทธิ์การจัดตั้งอาณานิคมจากรัฐบาลเนเธอร์แลนด์ตอนนั้น

แถมยังมีกองทัพเรือ ที่พร้อมในการปกป้องเรือสินค้าของตนเอง และเตะตัดขาเรือสินค้าของชาติอื่นด้วย

ไม่นานนัก VOC ก็สามารถผูกขาดเส้นทางการค้าทางน้ำแทบจะทั้งหมด และกลายเป็นบริษัทนำเข้าเครื่องเทศรายใหญ่ที่สุดของยุโรป

ยิ่งในยุคที่เครื่องเทศ นั้นเป็นของที่มีค่า เรียกว่ามันคือทองคำแบบย่อมๆ เลยก็ว่าได้

ยิ่งช่วยส่งเสริมความร่ำรวยของบริษัทที่ผูกขาดนี้ให้มากยิ่งขึ้นไปอีก

ในช่วงสูงสุดนั้น พวกเขามีเรือสินค้าปฏิบัติการกว่า 1,700 ลำ

ในขณะที่ถ้ารวมทั้งหมดตั้งแต่ตอนก่อตั้ง พวกเขาอาจจะมีเรือสินค้ามากถึง 4,700 ลำ

ซึ่งรายได้ของพวกเขานั้น ยังเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้เนเธอร์แลนด์หลุดพ้นจากการเป็นเมืองขึ้นในปี 1648 หรือภายใน 50 ปีหลังก่อตั้งบริษัทอีกด้วย

และนั่นอาจจะเป็นจุดรุ่งเรืองที่สุดของพวกเขา เพราะอีกร้อยกว่าปีหลังจากนี้ ก็คือการค่อยๆ เสื่อมถอยลง

 

เรือ Halve Maen ของ VOC ในแม่น้ำฮัดสัน

 

[การล่มสลายของ Dutch East India Company]

อำนาจของบริษัท และความเป็นเอกราชของพวกเขา ทำให้เนเธอร์แลนด์ตัดสินใจที่จะเข้าร่วมการล่าอาณานิคม แบบเดียวกับประเทศอื่นๆ ในยุโรปด้วย

ซึ่งในช่วงแรกๆ มันก็เป็นไปได้ดีอยู่ อย่างการค้นพบออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ก็เป็นผลงานจากนักเดินเรือของบริษัทแทบทั้งสิ้น

แต่อย่างคำกล่าวที่ว่า “อำนาจไม่อาจคงอยู่เสมอไป”

และยิ่งบริษัทที่ผูกขาดตัวเองไว้กับรัฐบาลด้วย ถ้ารัฐบาลนั้นอ่อนแอลง บริษัทก็ย่อมอ่อนแอลงไปด้วยเช่นกัน

เมื่อเวลาผ่านไป เนเธอร์แลนด์เริ่มที่จะแพ้สงครามทางทะเลให้กับอังกฤษ

จนกระทั่งในปี 1784 หลังจากที่แพ้สงครามครั้งใหญ่อีกครั้ง บริษัท VOC ก็ต้องเสียเส้นทางการค้าที่เคยมีไปแทบทั้งหมด

เท่านั้นยังไม่พอ ในปี 1795 เนเธอร์แลนด์ยังต้องแพ้สงคราม ให้กับประเทศฝรั่งเศสซ้ำอีก (แม้ฝรั่งเศสเพิ่งผ่านการปฏิวัติมาไม่นานก็ตาม)

จนกระทั่งในปี 1799 พวกเขาล้มละลายและยุติกิจการ

ปิดตำนานบริษัทที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกลงไปในที่สุด

ราวกับเป็นเรื่องเตือนใจว่า ในโลกธุรกิจนั้น ไม่มีอะไรแน่นอน

คนในยุค 1800 คงจะไม่คาดคิดว่าบริษัทที่ดำเนินกิจการมาเป็นเวลากว่า 200 ปี จะล่มสลายลงได้

แต่ในที่สุด มันก็ล่มสลายลงได้จริงๆ

เฉกเช่นราคาของเครื่องเทศ สินค้าหลักของบริษัทที่ครั้งหนึ่งมีค่าดุจทองคำ

แต่ในปัจจุบัน มันก็เป็นเพียงของธรรมดา ไม่ได้สูงค่าอย่างที่เคยเป็นในอดีตอีกแล้ว..

 

 

ติดตาม Billion Mindset ได้ในหลากหลายช่องทาง

– เริ่มจากช่องทางใหม่ล่าสุด อินสตาแกรม https://www.instagram.com/billionmindset.ig/

– ตามต่อในทวิตเตอร์ https://twitter.com/Billion_Twit

– ติดตามเพจ Billion Mindset – แนวคิดพันล้าน อย่าลืมตั้งค่า See First เพื่อไม่ให้พลาดทุกโพสต์ใหม่นะครับ!!

 

ที่มา

medium.com/bc-digest/when-the-dutch-ruled-the-world-rise-and-fall-of-the-dutch-east-india-company-57813dae4e72

www.asktherightquestion.org/justdiggit-hydrologic-corridor-peter-westerveld-land-degradation-desertification-drought/

www.businessinsider.com/rise-and-fall-of-united-east-india-2013-11

Advertisement

แสดงความคิดเห็น...