เมื่อพูดถึงชายชื่อ Gary Kildall เชื่อว่าหลายคนคงเกาหัว สงสัยว่าเขาคือใคร!?

คุณอาจจะไม่รู้ว่า เขาคืออัจฉริยะอีกคน ในวงการคอมพิวเตอร์เมื่อราวๆ 40 ปีก่อน

และในจุดหนึ่งของชีวิต เขาก็เคยมีโอกาสที่จะได้กลายเป็นมหาเศรษฐีก่อน Bill Gates เสียด้วย แต่น่าเสียดายที่เขาไม่สามารคว้าโอกาสนั้นได้

เราจะพาคุณย้อนไปรู้จัก ประวัติของชายผู้น่าสนใจ(และน่าสงสาร) คนหนึ่งในวงการไอทีครับ..

 

Gary Kildall อัจฉริยะที่น้อยคนนักจะรู้จัก

 

อัจฉริยะ(อีกคน)แห่งวงการคอมพิวเตอร์

Gary Kildall เกิดในปี 1942 หรือประมาณ 13 ปีก่อนที่ Bill Gates จะลืมตามาดูโลก

พอเรียนจบมา เขาก็เข้าทำงานในด้านการสอน จนกลายเป็นศาสตราจารย์ด้านคณิตศาสตร์ได้ในที่สุด

จนกระทั่งมาถึงปี 1972  ในยุคที่คอมพิวเตอร์กำลังเติบโต เขามีความสนใจในเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เป็นอย่างมาก และก็มองเห็นจุดอ่อนข้อหนึ่งของมัน

 

เขาพบว่าระบบชิปเซ็ตของคอมพิวเตอร์ในสมัยนั้น ยังขาดระบบปฏิบัติการที่ดี ทำให้การใช้งานตอนนั้นยุ่งยากน่าปวดหัว

นั่นจึงนำไปสู่การที่ Gary กลายเป็นคนแรกที่พัฒนาภาษาโปรแกรมระดับสูงสำหรับไมโครโปรเซสเซอร์ และกลายเป็นระบบปฏิบัติการ ซึ่งรู้จักกันในชื่อ PL/M และ CP/M ขึ้น

ระบบดังกล่าว ได้รับการสนับสนุนและทำตลาดจาก Intel บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ให้ความสนใจในงานของ Gary มาตั้งแต่แรกๆ แล้ว

 

ทำให้ในปี 1977 เขากับภรรยาตัดสินใจก่อตั้งบริษัท Digital Research เพื่อทำธุรกิจในด้านนี้โดยตรง

โดยเขาจะรับผิดชอบในด้านระบบปฏิบัติการ ส่วนภรรยาดูแลด้านธุรกิจไป

 

คอมพิวเตอร์ Sanco 8001 ซึ่งให้งานระบบ CP/M

 

 

เมื่อโลกก้าวสู่ยุคคอมพิวเตอร์…

ในปีกับที่ Kildall เปิดบริษัทเป็นของตัวเอง บังเอิญเหลือเกินว่า Apple ก็ได้นำคอมพิวเตอร์ Apple II ออกมาวางจำหน่าย

ซึ่ง Apple II นั้นมีจุดเด่นอย่างหนึ่งคือการใช้งานที่ง่าย ผู้ใช้ไม่ต้องมานั่งประกอบเอง คนทั่วไปแม้จะไม่ใช่โปรแกรมเมอร์ก็เข้าถึงได้

ทำให้ “คอมพิวเตอร์” เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น

เมื่อเห็นความสำเร็จนี้ บริษัท IBM ที่เป็นยักษ์ใหญ่รายหนึ่งของวงการ จึงตัดสินใจว่าตัวเองก็ต้องทำอะไรสักอย่าง เช่นการทำคอมพิวเตอร์ออกมาขายบ้าง

IBM ใช้เวลาไม่ถึงปีในการผลิตคอมพิวเตอร์เครื่องแรก ด้วยการใช้ชิ้นส่วนจากบริษัทหลายๆ แห่งมารวมกัน

ปัญหาเดียวที่เหลืออยู่คือการหา “ระบบปฏิบัติการ” มาใช้กับคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่นี้ก็เท่านั้น

 

คำแนะนำจาก Bill Gates ถึง Gary Kildall

ด้วยความที่การออกแบบคอมพิวเตอร์ใหม่ของ IBM ถูกเก็บเป็นความลับ ทางบริษัทจึงต้องติดต่อเจรจาหาระบบปฏิบัติการอย่างเงียบเชียบที่สุด

ในปี 1980 พวกเขาเลือกที่จะติดต่อไปยัง Microsoft แต่ก็ต้องพบว่าบริษัทนี้ยังไม่มีระบบปฏิบัติการจะขายให้

เด็กหนุ่มผู้ร่วมก่อตั้งในตอนนั้นอย่าง Bill Gates ช่วยแนะนำให้ตัวแทนของ IBM ลองเดินทางไปพบกับ Gary Kildall อัจฉริยะที่เปิดธุรกิจในด้านนี้อยู่

หลังจากแนะนำแล้ว Bill จึงติดต่อไปหา Gary ว่าจะมีแขกสำคัญไปหา แต่เขาไม่สามารถเล่าอะไรได้มากนัก เพราะติดสัญญาห้ามเผยแพร่ข้อมูลจาก IBM

 

แต่น่าเสียดายว่า สุดท้ายคุณ Gary Kildall ก็ไม่ได้พบกับเจ้าหน้าที่ IBM ด้วยตัวเอง

แหล่งข้อมูลบางแห่งระบุว่า เขาไม่รู้ว่าบริษัทอะไรติดต่อมา และคิดว่าเป็นบริษัทเล็กๆ เท่านั้น

ในวันนั้น เขากับเพื่อนร่วมงาน จึงนั่งเครื่องบินส่วนตัวไปธุระ(หรือเที่ยว)ในอีกเมือง และมอบหมายให้ภรรยาเป็นคนรับหน้าที่เจรจาแทน

แต่การเจรจาก็ล้มเหลว เพราะภรรยาไม่ยอมเซ็นสัญญาห้ามเปิดเผยข้อมูล เนื่องจากเธอต้องรอ Gary มาตัดสินใจ

สุดท้าย Gary ก็ไม่ได้ตัดสินใจ และพวกเขาก็แทบไม่ได้เจรจาอะไรกันเลย

เรียกได้ว่าการซื้อขายระบบปฏิบัติการนี้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง!!

 

สุดท้าย IBM ที่หมดหนทางจึงเดินทางกลับไปหา Bill Gates อีกครั้ง

Bill Gates เองก็ไม่อยากจะเสียลูกค้ารายใหญ่ไป ทำให้เข้าคิดแผนเด็ดขึ้นมา..

แม้ Microsoft จะไม่มีระบบปฏิบัติการที่จะมาขาย แต่พวกเขาก็รับสัญญาจ้างงานไว้ และยืนยันว่าจะผลิตมันให้กับ IBM ให้ได้

 

Bill Gates สมัยยังหนุ่ม

 

เล่ห์เหลี่ยมของเศรษฐีระดับโลก Bill Gates

แน่นอนว่า Microsoft ไม่มีเวลามานั่งสร้างระบบปฏิบัติการใหม่ทั้งหมดเป็นแน่ และ Bill ก็ไม่ทำอย่างนั้นด้วย

ตอนนั้น Bill ตัดสินใจไปซื้อระบบปฏิบัติการชื่อ Q-DOS มาจากบริษัทเล็กๆ แห่งหนึ่งในราคา 1,500,000 บาท

ก่อนจะมาดัดแปลง แล้วขายเป็น MS-DOS ให้ IBM ในราคา 2,400,000 บาท

นอกจากจะได้กำไรแล้ว ยังถือ “ลิขสิทธิ์ซอฟท์แวร์” ซึ่งกลายมาเป็นขุมทรัพย์ทำเงินของบริษัทในยุคต่อมา

 

ปัญหาคือเจ้า Q-DOS ที่ Bill Gates ไปซื้อมานั้น ดันเป็นระบบปฏิบัติการที่ภายหลังถูกมองว่า เลียนแบบมาจาก CP/M ของคุณ Gary Kildall ซะอย่างนั้น

นั่นหมายความว่า ในทางอ้อมๆ แล้ว Gary Kildall ก็ถูกขโมยผลงานไปขาย

และ Bill Gates ที่แม้จะจ่ายเงินซื้อลิขสิทธิ์โปรแกรมมาอย่างถูกต้อง แต่โปรแกรมนั้นก็ถูกมองว่าขโมยมาอีกทีหนึ่ง..

 

Gary ยิ่งเจ็บปวดขึ้นไปอีก เมื่อในเวลาไม่กี่ปี  IBM ก็ขายคอมพิวเตอร์ไปได้มากกว่า 2,000,000 เครื่อง

พอทางคุณ Gary รู้เรื่องราวทั้งหมด เจ้าตัวก็ตัดสินใจจะฟ้อง IBM ด้วยข้อหาที่ว่า MS-DOS นั้นลอกระบบปฏิบัติการของเขามา

แต่ไปๆ มาๆ ทั้ง IBM และ Microsoft กลับรอดตัว ผ่านการยอมความที่ว่า..

IBM จะตกลงวางขาย CP/M ไปพร้อมๆ กับ MS-DOS เพื่อให้ลูกค้าเลือกระบบปฏิบัติการที่ตัวเองอยากใช้ได้

แต่ปัญหาคือ ในตอนนั้นคนเริ่มคุ้นชินกับการใช้งาน MS-DOS ไปแล้ว

แถม MS-DOS ถูกวางขายในราคาราวๆ 1,200 บาท ในขณะที่ CP/M ที่มีระบบเหมือนกันแทบทุกอย่าง ถูกวางขายในราคาราวๆ 7,500 บาท

คงไม่ต้องบอก ว่าใครได้ครองตลาด…

 

MS-DOS

 

บทสรุปของชีวิต Gary Kildall

ว่ากันว่า “คนจะรวย” นอกจากต้องเก่งแล้ว ยังต้องมีดวงรวย แถมเล่ห์เหลี่ยมในธุรกิจ ก็สำคัญไม่แพ้กันอีกด้วย

เพราะไม่นานหลังจากนั้น MS-DOS ก็โด่งดังไปทั่วโลก

ส่วนทั้ง CP/M และบริษัท Digital Research ของ Gary ค่อยๆ หายไปกับกาลเวลา

แถมชีวิตส่วนตัวของเขา ยังถูกบันทึกเอาไว้แบบไม่ค่อยสวยงามนัก

เขาหย่ากับภรรยาที่แต่งงานกันมานาน โดยไม่มีการระบุเหตุผลที่แท้จริง

เขากลายเป็นคนที่ไม่ได้มีบทบาทในการเป็นผู้นำด้านวงการไอที แต่ก็ไม่ถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัว

มีข่าวลือว่า เขายังพอมีความรู้และเงินทุนในการพัฒนาโทรศัพท์มือถือใหม่ แต่ผลงานที่ว่าก็ไม่มีโอกาสได้ลืมตาดูโลกแต่อย่างไร

นั่นเพราะคุณ Kildall เสียชีวิตไปในวันที่ 6 กรกฎาคม ปี 1994 ากเหตุทะเลาะวิวาทในบาร์แห่งหนึ่งซะก่อน

จบชีวิตของหนึ่งในอัจฉริยะด้านไอทีของโลกยุคนั้น ด้วยวัยเพียง 52 ปี

 

จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าวันนั้น Gary ขายระบบปฏิบัติการให้กับ IBM ได้??

จะเป็นอย่างไร ถ้า Microsoft ไม่ได้งานชิ้นโต พวกเขาจะกลายเป็นบริษัทใหญ่ได้หรือไม่?

จะเป็นอย่างไร ถ้าโลกถูกขับเคลื่อนไปด้วยระบบปฏิบัติการอื่น ที่ไม่ใช่ Windows!?

แต่.. เพราะโลกนี้ไม่มีคำว่า “ถ้า”

ในตอนนี้มหาเศรษฐีอันดับสองของโลก ก็เลยมีชื่อว่า Bill Gates

ส่วน Gary Kildall ก็กลายเป็นคนอีกหนึ่งอัจฉริยะที่ถูกลืม ในท้ายที่สุด…

 

 

 

ติดตาม Billion Mindset ได้ในหลากหลายช่องทาง

– เริ่มจากช่องทางใหม่ล่าสุด อินสตาแกรม https://www.instagram.com/billionmindset.ig/

– ตามต่อในทวิตเตอร์ https://twitter.com/Billion_Twit

– ติดตามเพจ Billion Mindset – แนวคิดพันล้าน อย่าลืมตั้งค่า See First เพื่อไม่ให้พลาดทุกโพสต์ใหม่นะครับ!!

 

ที่มา

www.bloomberg.com/news/articles/2004-10-24/the-man-who-could-have-been-bill-gates

www.forbes.com/forbes/1997/0707/6001336a.html#4fd87341140e

bookjelly.com/the-tragic-story-of-gary-kildall/

www.theguardian.com/technology/blog/2004/oct/16/themanwhocou

www.embedded.com/was-dos-copied-from-cp-m/

Advertisement

แสดงความคิดเห็น...