Gojek สตาร์ทอัปที่ใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซีย ทำตลาดไทยอย่างเป็นทางการ

หลายคนอาจจะเคยได้ยินและคุ้นเคยกับชื่อของ Gojek อยู่แล้ว

แต่สำหรับคนที่ไม่เคยรู้จัก จะขอเกริ่นประวัติของแอปนี้ให้ได้รู้จักเป็นการคร่าวๆ ก่อนนะครับ

ย้อนกลับไปในปี 2010 แอป Gojek ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแก้ปัญหาด้านการให้บริการรถมอเตอร์ไซค์รับจ้างในกรุงจาการ์ต้า

เพราะสภาพการจราจรทำให้คนเรียกรถยาก ขณะที่คนขับรถ บ่อยครั้งที่ต้องเสียเวลาวิ่งรถเปล่าโดยไม่มีผู้โดยสาร

Gojek มาจากกาผสมของคำสองคำ ซึ่งก็คือ…

Go หมายถึง ไปอย่างรวดเร็วในทันที

และ Ojek ซึ่งแปลว่า มอเตอร์ไซค์รับจ้าง

 

ในตอนแรก บริษัทมีรถให้บริการเพียง 20 คัน และให้บริการในรูปแบบคอลเซนเตอร์เรียกรถ เมื่อลูกค้าต้องการรถรับ-ส่ง ก็จะวิ่งออกไปรับ

จนกระทั่งในปี 2015 แอป Gojek บนสมาร์ทโฟนก็เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในประเทศอินโดนีเซีย

ด้วยบริการ 3 รูปแบบ ประกอบด้วย บริการรับส่งคน Goride, บริการเดลิเวอรี่ GoSend และบริการชอปปิ้ง GoMart

 

 

ความสำเร็จของ Gojek แอปพลิเคชันประจำวัน

จากการเปิดให้บริการวันแรกที่มีรถเพียง 20 คัน ปัจจุบัน Gojek มีคนขับในระบบมากถึง 2,000,000 คน

แอป Gojek มียอดการดาวน์โหลดมากถึง 170 ล้านครั้ง

นอกจากบริการเรียกรถรับส่งคน หรือเดลิเวอรี่อาหาร ซึ่งเป็นจุดขายหลักแล้ว

Gojek ยังมีความเชื่อว่าจะสามารถใช้เทคโนโลยี ในการจัดการปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับคนในภูมิภาคเซ้าท์อีสต์เอเชียได้

บริษัทจึงไม่หยุดพัฒนาแอปของตัวเอง ด้วยการเพิ่มบริการต่างๆ ให้ครอบคลุมชีวิตประจำวันของผู้ใช้งาน จนตอนนี้มีมากกว่า 20 บริการ

จะเห็นได้ว่า สิ่งที่ Gojek กำลังทำ คือการพัฒนาตัวเองให้กลายเป็น “แอปพลิเคชันประจำวัน” ของชีวิตผู้ใช้งาน

ตื่นนอนขึ้นมา อยากจะกินอาหารเช้า ก็ต้องนึกถึง GoFood

จะออกไปทำงาน ก็นึกถึง GoRide

จ่ายเงินผ่าน GoPay ซื้อของผ่าน GoMart

หรือกระทั่งกลับมาพักผ่อนยามเย็น ด้วยความบันเทิงที่มีให้ดูหน้าจอผ่าน GoPlay

ซึ่งนั่นทำให้ปัจจุบัน Gojek คือหนึ่งในสตาร์ทอัปที่ประสบความสำเร็จที่สุดในเซ้าท์อีสต์เอเชีย ด้วยมูลค่ากิจการที่สูงทะลุ 300,000 ล้านบาท

 

เมื่อ GET เปลี่ยนเป็น Gojek มีอะไรน่าสนใจ!?

GET เปิดให้บริการในประเทศไทยมาได้ประมาณปีกว่า ซึ่งก็ประสบความสำเร็จด้วยยอดการดาวน์โหลดมากกว่า 2.2 ล้านครั้ง

ปัจจุบันพวกเขาให้บริการที่ครอบคลุมทั้งการส่งอาหาร การรับส่งคน การรับส่งของ รวมถึงระบบจ่ายเงิน

ซึ่งถึงแม้จะเป็นบริษัทลูกของ Gojek แต่เมื่อเปิดบริการในไทย ก็มีจุดเด่นด้านการบริการในบางรูปแบบ อย่างที่ Gojek ไม่มี

อย่างเช่น GET RUNNER บริการส่งอาหารผ่านการเดินหรือใช้จักรยาน ที่กำลังเริ่มได้รับความนิยม

หรือ GET FOODHALL ที่จับมือกับ The Mall เปิดบริการส่งอาหารจากหลายๆ เจ้าในครั้งเดียว ให้ลูกค้ามีทางเลือกมากกว่าแค่หนึ่งร้าน

และเมื่อเห็นว่า GET ก็เติบโตได้ในไทย แถมยังสร้างเอกลักษณ์ของตัวเองได้แล้ว จึงเป็นเวลาอันเหมาะสมที่ Gojek จะเข้ามาทำตลาดในไทยอย่างเป็นทางการเสียที

 

การที่ GET รีแบรนด์เป็น Gojek ในครั้งนี้ จึงน่าจะเป็นการดึงจุดเด่นของทั้งสองมาผสมผสานกัน..

ทั้งด้านความเข้าใจตลาดไทยของทีมบริหาร GET ซึ่งมีเอกลักษณ์ต่างจากบริการในต่างประเทศ

บวกเข้ากับเทคโนโลยีระดับโลกที่ได้จาก Gojek ซึ่งเป็นสตาร์ทอัปที่ใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซียแล้ว

จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจว่า แอปพลิเคชันนี้จะสามารถขยายฐานผู้ใช้งาน และเติบโตในประเทศไทยไปได้อย่างรวดเร็วเพียงใด

คุณคิดว่าอย่างไรบ้างครับ..!?

 

 

ติดตาม Billion Mindset ได้ในหลากหลายช่องทาง

– เริ่มจากช่องทางใหม่ล่าสุด อินสตาแกรม https://www.instagram.com/billionmindset.ig/

– ตามต่อในทวิตเตอร์ https://twitter.com/Billion_Twit

– ติดตามเพจ Billion Mindset – แนวคิดพันล้าน อย่าลืมตั้งค่า See First เพื่อไม่ให้พลาดทุกโพสต์ใหม่นะครับ!!

Advertisement

แสดงความคิดเห็น...