คำถามที่มักจะทำให้เราหนักใจ เวลาต้องซื้อรถยนต์ไฟฟ้าสักคัน นอกจากเรื่องราคาก็คือ…

จะใช้งานในชีวิตได้จริงเหรอ!? วิ่งได้ไกลแค่ไหน!? หาที่ชาร์จไฟได้รึเปล่า? และศูนย์บริการจะมีเพียงพอหรือไม่!?

แต่.. มีแบรนด์มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่เข้ามาตอบโจทย์ แก้ปัญหาต่างๆ เหล่านั้นให้หมดไป

จนทำให้มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของพวกเขา กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในไต้หวัน

พูดง่ายๆ กว่ายอดขายมอเตอร์ไซค์ทุกรุ่นในไต้หวัน ช่วงครึ่งปี 2019 ที่ผ่านมาอยู่ที่ราวๆ 425,000 คัน

แต่เฉพาะมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าของ Gogoro เพียงเจ้าเดียว ก็ขายได้กว่า 50,000 คัน คิดเป็น 11% ของตลาดทั้งหมดเลยทีเดียว

Gogoro คืออะไร!? และพวกเขาทำได้อย่างไร!? เราจะพาคุณไปรู้จักให้มากขึ้นครับ

 

 

จุดกำเนิดของ Gogoro

ไต้หวันมีมอเตอร์ไซค์และสกูตเตอร์รวมกันกว่า 16 ล้านคัน ซึ่งในแต่ละปีก็จะก่อมลพิษขึ้นมหาศาล

ในปี 2011 เมื่อ Horace Luke และ Matt Taylor มีไอเดียอยากจะผลิต “สกูตเตอร์ไฟฟ้าที่ใช้งานได้จริง” มาทำตลาดในไต้หวัน

เป็นจังหวะเดียวกับที่กระแสของการก่อตั้งบริษัทแบบสตาร์ทอัปเริ่มเป็นที่รู้จัก

แม้ไม่มีเงินทุน ขอเพียงมีไอเดีย มีแผนงานที่เป็นไปได้ ก็จะสามารถดึงดูดเหล่านักลงทุนที่สนใจมาร่วมทุนด้วย

พวกเขาออกแบบสกูตเตอร์ไฟฟ้า ที่วิ่งได้ไกลกว่า 100 กิโลเมตร ทำความเร็วได้ถึง 90 กม./ชม.

ที่สำคัญคือระบบสถานีแบตเตอรี่ ที่ผู้ใช้ไม่ต้องจอดชาร์จไฟให้เต็มซึ่งนั่นจะใช้เวลารอชาร์จไฟนานมาก

แต่กลับกัน ผู้ใช้สามารถสลับแบตเตอรี่ก้อนใหม่ที่สถานี ซึ่งนั่นเร็วกว่าการเติมน้ำมันที่ปั๊มน้ำมันแบบเดิมๆ ซะอีก

ในที่สุดไอเดียดังกล่าวก็ได้รับความสนใจ จนได้เงินทุนก้อนแรกกว่า 1,500 ล้านบาท

 

การเปิดตัว Gogoro รุ่นแรก

หลังจากนั้นพวกเขาต้องใช้เวลาราวๆ 4 ปี ในการพัฒนาและตั้งโรงงานผลิตสกูตเตอร์ไฟฟ้าที่พวกเขาคิดไว้

จนกระทั่งในปี 2015 บริษัทก็เปิดตัว Gogoro 1 สกูตเตอร์ไฟฟ้ารุ่นแรก พร้อมกับเครือข่ายสถานีแบตเตอรี่ Gogoro Energy Network

ซึ่งลูกค้าที่ซื้อรถไป ไม่จำเป็นต้องสมัครเข้าเครือข่าย จะเลือกชาร์จไฟที่บ้านของตนเองหลังจากใช้งานเสร็จในแต่ละวันก็ได้

แต่ลูกค้าที่สมัครเข้าเครือข่าย ซึ่งจะมีค่าบริการรายเดือนแตกต่างกันออกไป ตั้งแต่เดือนละ 299 ไปจนถึงหลักพัน ขึ้นอยู่กับว่าวิ่งเยอะแค่ไหน

พวกเขาจะสามารถใช้บริการสถานีเปลี่ยนแบตเตอรี่ ซึ่งมีรูปร่างและการทำงานคล้ายกับตู้ขายของอัตโนมัติ

เพียงนำรถมาจอด ถอดแบตเตอรี่ที่อยู่ใต้เบาะออก เอามาคืนที่ตู้แบตเตอรี่

จากนั้นทำการสแกนผ่านแอปพลิเคชั่น ระบบจะบันทึกระยะทางที่ใช้งาน พร้อมปลดล็อคแบตเตอรี่ก้อนใหม่ให้หยิบไปเปลี่ยน โดยไม่ต้องรอเสียเวลาชาร์จไฟเลย

และเพื่อให้คนหันสนใจ รถรุ่นแรกของพวกเขาออกแบบให้โฉบเฉี่ยว ทันสมัย เพื่อให้ผู้ซื้อรู้สึกว่าได้ขับรถแห่งอนาคต

นอกจากนี้ ยังเติมความสมาร์ทเข้าไป ให้รถสามารถเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชั่นในมือถือ

ทั้งใช้ในการสตาร์ทเครื่อง ล็อครถ บอกสถานะของรถ หรือกระทั่งใช้ค้นหาสถานีแบตเตอรี่ที่อยู่ใกล้เคียงอีกด้วย

 

ตัวอย่างสถานีแบตเตอรี่ ที่อยู่หน้าร้านขายของ

 

สถานีชาร์จที่ใช้หลังคาแบบโซลาร์เซลล์

.

 

การรู้จักปรับปรุงและพัฒนา

การเปิดตัวในช่วงแรกตะกุกตะกักอยู่เล็กน้อย เนื่องจากเครือข่ายสถานีแบตเตอรี่อาจจะยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ

รวมถึง “ราคา” ของรถที่อยู่ในระดับ 100,000 บาท นั่นจึงยังเข้าไม่ถึงกลุ่มลูกค้าทุกระดับ

แต่พวกเขาก็รู้จักปรับปรุงและพัฒนา อย่างเช่น การเปลี่ยนชิ้นส่วนอลูมิเนียม เป็นชิ้นส่วนเหล็กและพลาสติก ทำให้ราคาถูกลง

Gogoro 2 จึงมีประสิทธิภาพไม่ต่างกับรุ่นแรกมากนัก แต่ก็มีราคาประมาณ 75,000 บาท

ซึ่งราคานี้เป็นราคาที่พอๆ กับรถสกูตเตอร์รุ่นอื่นๆ ที่ใช้น้ำมัน ทำให้คนทั่วไปเริ่มจับต้องได้มากขึ้น และอยากเปลี่ยนมาใช้งานรถที่รักษ์โลกยิ่งขึ้นกว่าเดิม

รวมไปถึงการจับมือกับร้านสะดวกซื้อ เช่าพื้นที่ด้านหน้าเพื่อสร้างเครือข่ายสถานีเปลี่ยนแบตเตอรี่ให้ครอบคลุมมากขึ้น

จนกระทั่งปัจจุบัน พวกเขาระบุว่าในปัจจุบันนี้มีสถานีแบตเตอรี่ทุกๆ 1.3 กิโลเมตรในไทเป และมากกว่า 1,000 จุดทั่วไต้หวัน

ซึ่งนั่นเป็นเครื่องการันตีว่า ผู้ใช้งานไม่ต้องกังวลเรื่องแบตหมด หรือหาที่เปลี่ยนแบตไม่ได้อีกต่อไป

 

การออกแบบ Gogoro ทั้ง 3 เวอร์ชั่น

.

ตัวอย่างการสับเปลี่ยนแบตเตอรี่ แต่ละก้อนหนักประมาณ 9 กิโลกรัม

 

ความสำเร็จของ Gogoro

อย่างที่เกริ่นไปตอนแรกว่า Gogoro สามารถครองส่วนแบ่งมากถึง 11% ของตลาดมอเตอร์ไซค์ในไต้หวันได้แล้ว

ที่น่าสนใจก็คือ ยอดขายของมอเตอร์ไซค์ธรรมดาต่างก็ลดลง ไม่ว่าจะเป็นเจ้าใหญ่ Kymco ตกลง -5% หรือ Yamaha ลดลง -26%

แต่ Gogoro กลับสร้างยอดขายเพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

และพวกเขาก็เพิ่งประกาศว่ามีผู้ใช้งานในระบบสมาชิกรายเดือน เพิ่มขึ้นสูงถึง 200,000 คนอีกด้วย

(หรืออีกนัยหนึ่งก็คือ ตอนนี้พวกเขาขายรถไปได้มากกว่า 200,000 คันแล้ว หลังเปิดตัวมา 4 ปี)

แม้แต่ละคนจะจ่ายค่าบริการรายเดือนแตกต่างกันไป แต่ลองคิดเล่นๆ ว่าเฉลี่ยจ่ายคนละ 500 บาทต่อเดือน

เท่ากับว่าในแต่ละเดือนบริษัทจะมีรายได้เข้ามา 100 ล้านบาท หรือประมาณปีละ 1,200 ล้านบาท จากเฉพาะค่าสมาชิกเท่านั้น!!

 

และนี่ก็คือเรื่องราวของ Gogoro จากสิ่งที่เป็นเพียงไอเดียเมื่อ 9 ปีก่อน…

ในวันนี้ ไอเดียสกูตเตอร์ไฟฟ้านั้นเป็นจริง ไม่เพียงแต่ใช้งานได้จริงอย่างเดียว แต่ยังแก้ปัญหาและคลายความกังวลที่ลูกค้ามีต่อยานยนต์ไฟฟ้าได้อีก

นั่นทำให้สินค้าประสบความสำเร็จ และมีลูกค้าเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

กลายป็นบริษัทมูลค่ามหาศาลนับหมื่นล้าน และกำลังจะก้าวข้ามจากไต้หวันไปทำตลาดต่างประเทศ

 

สำหรับ “ประเทศไทย” ก็เป็นอีกหนึ่งประเทศที่มียอดการใช้งานรถมอเตอร์ไซค์สูงมาก

ในอนาคตอันใกล้ คุณคิดว่าคนไทยจะหันมาใช้งานมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า แทนมอเตอร์ไซค์ธรรมดาหรือไม่!?

โมเดลธุรกิจแบบ Gogoro จะสามารถเกิดขึ้น และประสบความสำเร็จในไทยมากเพียงใด!?

ร่วมพูดคุย แชร์ประสบการณ์ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องราวเหล่านี้ ได้ในช่องคอมเมนต์เช่นเคยครับ…

 

#รถพลังงานไฟฟ้าที่คุณไม่ต้องชาร์จไฟเอง!?คำถามที่มักจะทำให้เราหนักใจ เวลาต้องซื้อรถยนต์ไฟฟ้าสักคัน…

โพสต์โดย Billion Mindset – แนวคิดพันล้าน เมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน 2019

 

 

ติดตาม Billion Mindset ได้ในหลากหลายช่องทาง

– เริ่มจากช่องทางใหม่ล่าสุด อินสตาแกรม https://www.instagram.com/billionmindset.ig/

– ตามต่อในทวิตเตอร์ https://twitter.com/Billion_Twit

– ติดตามเพจ Billion Mindset – แนวคิดพันล้าน อย่าลืมตั้งค่า See First เพื่อไม่ให้พลาดทุกโพสต์ใหม่นะครับ!!

 

ที่มา:

https://support.gogoro.com/en

https://www.bloomberg.com/news/articles/2019-04-10/traffic-is-a-boon-to-taiwan-scooter-maker-s-philippine-expansion

motorcyclesdata.com/2019/09/09/taiwan-motorcycles/

https://www.taiwannews.com.tw/en/news/3697783

https://m.energytrend.com/news/view/15255.html

The Tesla of electric motorcycles? Meet the Smartscooter

แสดงความคิดเห็น...