ใครเคยส่งของกับเคอรี่บ้าง!? รู้ไหมว่าเคอรี่รวยแค่ไหน!?

พูดถึงบริการส่งพัสดุในประเทศ เจ้าใหญ่สุดก็คงหนีไม่พ้นพี่เบิ้มไปรษณีย์ไทย รองลงมาก็คือขนส่งเอกชนเจ้าเล็กเจ้าน้อยที่ขับเคี่ยวกันอย่างหนัก

ถ้าจะให้เลือกมาสักชื่อ ดูเหมือนว่า Kerry Express คือแบรนด์ที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นสุดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดดเด่นขนาดไหนนั้น ผมจะขอยกรายได้มาให้ชมก่อนแล้วกันนะครับ

 

เทียบรายได้ และการเติบโตของ Kerry Express

ปี 2557 ทำรายได้ 536 ล้านบาท

ปี 2558 ทำรายได้ 1,515 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 182%

ปี 2559 ทำรายได้ 3,206 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 111%

ปี 2560 ทำรายได้ 6,577 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 105%

หรือในเวลาเพียงแค่ 4 ปี บริษัททำรายได้ทั้งปีมากกว่าเดิมถึง 12 เท่า!!

 

 

และล่าสุดช่วงไตรมาสแรกของปี 2561 นี้ บริษัทบอกว่ารายได้เติบโต้ขึ้นกว่า 121% เทียบกับช่วงไตรมาสแรกปีก่อน

ถ้าเราคำนวณเล่นๆ ด้วยตัวเลขนี้ เท่ากับว่าทั้งปีนั้น Kerry Express อาจจะมีรายได้สูงถึง 14,535 ล้านบาทก็เป็นได้

เป็นตัวเลขของการเติบโตที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก!!

 

 

เปิดประวัติ Kerry Express ประเทศไทย

– Kerry นั้นเป็นของบริษัท Kerry Logistic สัญชาติฮ่องกง ซึ่งถูกก่อตั้งโดยคุณกั๊วะ เห้อเหนียน ชาวจีนซึ่งอพยพไปอยู่ในประเทศมาเลเซีย

– เสริมข้อมูลเล็กน้อย คุณกั๊วะคือมหาเศรษฐีชาวมาเลเซีย ที่ทางนิตยสารฟอร์บส์ยกย่องให้เป็นคนรวยอันดับ 2 ของอาเซียน เป็นรองแค่เจ้าสัวธนินทร์ เจียรวนนท์ของไทยเท่านั้น

– กลับเข้ามาที่เนื้อหาหลัก บริษัท Kerry Logistic สาขาประเทศไทยนั้น ถูกก่อตั้งเมื่อ 12 ปีก่อน

– แต่ Kerry Express เพิ่งจดทะเบียนและสร้างชื่อเติบโตอย่างรวดเร็วในไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 หรือเมื่อ 4 ปีที่ผ่านมานี้เอง

 

 

อะไรคือสิ่งที่ทำให้ Kerry Express เติบโตได้ขนาดนี้!?

1. มองเห็นโอกาสทางธุรกิจ

พอเขียนเรื่องการขนส่ง ก็จำเป็นต้องเทียบกับเจ้าใหญ่อย่างไปรษณีย์ไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้จุดแข็งของไปรษณีย์คือการที่มีพนักงานส่งทุกแห่งทั่วไทย และเข้าถึงทุกๆ บ้าน

แต่ปัญหาหนึ่งที่ผู้ใช้งานต้องพบเจอก็ยังคงมีหลากหลาย เช่น ของหายไม่ถึงผู้รับ ส่งล่าช้า หรือสภาพของที่ส่งมาชำรุดเสียหาย

ถ้าใครจำได้มีช่วงหนึ่งโลกออนไลน์ถึงขั้นทำแก๊กล้อเลียนไปรษณีย์ไทย ที่พนักงานส่งบางคนชอบโยนพัสดุ แชร์ต่อกันอย่างแพร่หลายเลยทีเดียว

 

2. เข้ามาแก้ปัญหาให้กับผู้ใช้งาน

Kerry วางตัวในฐานะขนส่งเอกชนที่เข้ามาแก้ไขปัญหาดังกล่าว ทั้ง

– การส่งวันเดียวถึงมือผู้รับ

– การดูแลสินค้าที่ค่อนข้างดี

ทั้ง 2 ปัจจัยนี้ทำให้ผู้คนบอกต่อปากต่อปาก และชักชวนกันมาใช้บริการ

อย่างไรก็ตามไม่ใช่ว่าสินค้าจะไม่เสียหายเลย ทาง Kerry เผยว่าอัตราของเสียหายก็มี แต่อยู่ที่ร้อยละ 0.003 เท่านั้น หรือใน 1000 ชิ้น จะมีของเสียหาย 2-3 ชิ้น พวกเขาบอกว่าสถิตินี้ดีกว่าที่สิงคโปร์และฮ่องกงอีกด้วย

จาก 4 ปีก่อนที่ส่งของวันละ 10,000 ชิ้น ปัจจุบันมียอดของที่ส่งผ่าน Kerry Express ประมาณวันละ 800,000 ชิ้นทั่วไทย

 

บริการ Bangkok Sameday อีกหนึ่งบริการที่หลายคนเคยใช้งาน

 

3. การเติบโตของช็อปปิ้งออนไลน์

นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 เป็นต้นมา การซื้อของออนไลน์ในไทยเติบโตขึ้นเป็นอย่างมาก และการที่ Kerry Express สามารถก้าวขึ้นมาเป็นขนส่งเอกชนที่โดดเด่นในช่วงนี้ได้ ถือเป็นจังหวะที่ดีมากอีกด้วย

เมื่อมีคนขายของมากขึ้น มีคนซื้อของมากขึ้น ความต้องการของ “ตัวกลาง” ที่จะมาส่งของก็มากยิ่งขึ้น

จากก่อนหน้านี้การซื้อขายออนไลน์จะเน้นไปที่การส่งพัสดุผ่านทางไปรษณีย์ไทยเป็นหลัก ส่วนขนส่งเอกชนเป็นสินค้า “พรีเมียม” ถ้าใครอยากได้บริการดีกว่าก็ต้องจ่ายแพงกว่า

แต่เมื่อโลกเปลี่ยนไป ขนส่งเอกชนไม่ได้แพงมากอย่างแต่ก่อน ขณะที่แม่ค้าก็อยากให้ของถึงมือผู้รับในสภาพดีที่สุด ลูกค้าก็อยากได้สินค้าเร็วๆ ในสภาพสมบูรณ์

และเมื่อ Kerry Express คือตัวกลางที่แก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ พวกเขาจึงถูกหยิบมาเป็นตัวเลือกหลักของการขนส่งในที่สุด

 

4. เข้าไปให้ถึงลูกค้า

ต่อให้บริการของคุณดีแค่ไหน แต่ถ้าลูกค้าไม่สามารถมาใช้บริการได้มันก็ไม่มีความหมาย ซึ่ง Kerry Express ก็มองเห็นถึงจุดอ่อนเรื่องนี้ของตัวเองดี และพยายามแก้ปัญหามาโดยตลอด

จากจุดบริการ Kerry ที่มีเพียงศูนย์อโศกในทีแรก พวกเขาเร่งขยายจุดรับพัสดุให้ไปครอบคลุมทั่วประเทศพร้อมกับการเติบโต ไม่เว้นแม้แต่พื้นที่อย่าง 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่เอกชนหลายแห่งไม่กล้าไปลงทุน

ตอนนี้จุดบริการขยายเป็นมากกว่า 1,200 แห่ง และตั้งเป้าจะขยายไปให้ได้มากกว่า 2,500 แห่งทั่วประเทศภายในปีนี้

นอกจากนั้น พวกเขายังเป็นขนส่งเอกชนรายเดียวในตอนนี้ ที่สามารถบริการส่งสินค้าได้เกือบ 100% ของทุกพื้นที่ในไทยอีกด้วย

 

 

เราเรียนรู้อะไรจากกรณี Kerry Express

ย้อนกลับไปในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เราได้ยินแต่คนรอบตัวบ่นเรื่องปัญหาและคุณภาพของการส่งพัสดุในไทย

แต่ใครจะคิดว่าจะมีเอกชนเจ้าหนึ่งพัฒนาอย่างโดดเด่น จนกลายมาเป็นรายใหญ่ขนาดนี้

ใครจะคิดว่าการซื้อขายออนไลน์ จะทำให้ยอดส่งสินค้ามากขึ้น จนบริษัทหนึ่งมีรายได้เพิ่มขึ้น 12 เท่าใน 4 ปี (และกำลังจะกลายเป็น 27 เท่าในปีนี้!!)

โลกออนไลน์ทำให้หลายบริษัทต้องปรับตัว บางธุรกิจถึงขั้นต้องล้มเลิกกิจการ แต่โลกที่เปลี่ยนไป ย่อมพาโอกาสใหม่ๆ มาด้วยเช่นกัน

เมื่อคุณมองเห็นโอกาสตรงนั้น ลงมือทำ แก้ปัญหาเดิมๆที่เกิดขึ้นกับผู้ใช้งาน ทำให้พวกเขารู้สึกดีที่ได้ใช้บริการ เมื่อนั้นพวกเขาก็สามารถเปลี่ยนใจ กลายมาเป็นลูกค้าประจำของเราได้ในที่สุด…

 

ที่มา:

marketeeronline.co/archives/16235

readthecloud.co/ceo-kerry-express/

positioningmag.com/1152627

marketeer.co.th/archives/117218

www.marketingoops.com/news/biz-news/kerry-express/

แสดงความคิดเห็น...