“อยากซื้อหุ้น จะต้องเริ่มต้นยังไง!?”

หลังจากเขียนบทความด้านการลงทุนไปหลายบทความ ผมมักจะได้รับคำถามแบบนี้อยู่เสมอ…

หุ้นมันคืออะไรกันแน่?? อยากจะซื้อหุ้น อยากจะลงทุนต้องเริ่มยังไง??

แล้วตลาดหุ้นคืออะไร?? แล้วทำไมราคามันต้องขึ้นๆ ลงๆ??

ซึ่งหลังจากได้รับคำถามแนวนี้มาสักพักหนึ่ง จึงตัดสินใจว่าจะเขียนบทความขึ้นมาเพื่ออธิบายในส่วนนี้ทีเดียว

เราจะมาเรียนรู้ไปด้วยกันทีละหัวข้อแบบเข้าใจง่ายๆ โดยเฉพาะคนที่เริ่มต้นแบบไม่รู้อะไรเลย คิดว่าจะช่วยได้มากเลยครับ..

 

 

อธิบายหลักการของหุ้นแบบพื้นฐาน…

สิ่งสำคัญอย่างแรกก่อนจะซื้อหุ้น (หรือจะซื้ออะไรก็ตาม) เราก็ต้องทำความรู้จักก่อนว่าสิ่งที่เราจะซื้อมันคืออะไร

ผมเลยขออนุญาตข้ามอะไรที่ซับซ้อน และยกตัวอย่างด้วยสถานการณ์สมมติง่ายๆ ที่หลายคนคุ้นเคย ตัวอย่างเช่น…

นายตู่ อยากจะเปิดร้านอาหารขึ้นมาหนึ่งแห่ง พบว่าต้องใช้เงินลงทุน 1,000,000 บาท

แต่นายตู่มีเงินอยู่แค่ 500,000 บาทเท่านั้น ก็เลยต้องหาเงินลงทุนอีกเท่าตัว

นายตู่เลยไปชวนเพื่อนของเขาอย่าง นายป้อม นายป๊อก และนายแดง มาร่วมลงทุน ซึ่งทุกคนก็เห็นดีเห็นงาม โดยแบ่งกันดังนี้…

จากเงินลงทุนทั้งหมด 1,000,000 บาท แบ่งหุ้นของกิจการเป็น 1,000,000 หุ้น หุ้นละ 1 บาท

นายตู่ ลงเงิน 500,000 บาท ก็จะได้หุ้น 50%

นายป้อม ลงเงิน 200,000 บาท ก็จะได้หุ้น 20%

นายป๊อก ลงเงิน 150,000 บาท ก็จะได้หุ้น 15%

นายแดง ลงเงิน 150,000 บาท ก็จะได้หุ้น 15%

 

พอเปิดไปสักพักหนึ่ง นายเอกซึ่งเป็นลูกค้าขาประจำ แอบรู้มาว่าปีนี้ร้านอาหารมีกำไร 500,000 บาท และมองว่ากิจการมีอนาคตสดใส อยากจะมาร่วมลงทุนด้วย!?

แต่จะทำได้อย่างไรในเมื่อทุกคนลงเงินไปทีแรก และมีสัดส่วนถือหุ้นเต็ม 100% แล้ว

สิ่งที่เขาจะต้องทำก็คือการซื้อต่อหุ้น จากใครสักคนใน 4 คนที่มีหุ้นอยู่นั่นเอง… และนั่นทำให้เกิด “การซื้อขายหุ้น” ขึ้นมา

 

จากร้านอาหารสี่สหาย สู่บริษัทในตลาดหลักทรัพย์

ลองเปรียบเทียบร้านอาหารเล็กๆ นี้ กับตลาดหุ้นไทย ซึ่งมีหลักทรัพย์จดทะเบียนมากกว่า 2,500 หลักทรัพย์ ให้คุณได้เลือกซื้อและเลือกเป็นเจ้าของ

ย้อนกลับไปจากตัวอย่างด้านบน ถ้านายเอกอยากจะเป็นเจ้าของร้านอาหาร เขาก็ต้องติดต่อกับคนที่มีหุ้นอยู่ เพื่อขอซื้อหุ้นต่อจากเจ้าของเดิม

แต่ในตลาดหุ้นมันจะต่างออกไปหน่อยครับ

เพราะหลังจากที่บริษัทจดทะเบียนเข้าซื้อขายหุ้นในตลาดแล้ว หุ้นของบริษัทนั้นก็จะถูกซื้อขายแลกเปลี่ยนกันในตลาดหลักทรัพย์

การซื้อขายก็จะมีตลาดเป็นตัวกลาง ผ่านนายหน้าที่เราเรียกกันว่า “โบรกเกอร์” นั่นแหละครับ

โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องไปติดต่อกับเจ้าของหุ้นเดิม เพื่อทำการซื้อขายแต่อย่างใด

 

เปิดบัญชีซื้อขายหุ้นยังไง!? เปิดกับเจ้าไหน!?

เพราะฉะนั้น ด้วยกฎกติกาของตลาดหลักทรัพย์ การจะซื้อขายหุ้นได้ นอกจากมีเงินแล้วคุณยังต้องเปิดพอร์ตการลงทุนกับ “โบรกเกอร์”

ซึ่งบนหน้าเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ จะแสดงรายชื่ออยู่ทั้งหมด 39 บริษัท ดังต่อไปนี้ครับ..

https://www.set.or.th/set/memberlist.do

ถึงจุดนี้หลายคนอาจจะเกิดคำถามว่า จะเปิดกับโบรกเกอร์ไหนดี!?

คำตอบง่ายๆ ที่ผมจะแนะนำ และไม่ได้เป็นการโฆษณาให้เจ้าหนึ่งเจ้าใดก็คือ..

สอบถามข้อมูลจากทุกโบรกเกอร์ที่คุณสนใจ แล้วเลือกโบรกเกอร์ที่คุณไว้ใจ อยากจะฝากเงินมากที่สุด หรือมีข้อเสนอดีที่สุดสำหรับคุณนั่นเอง

 

ประเภทบัญชีที่มือใหม่จะเปิด…

ขั้นตอนการเปิดบัญชีซื้อขายหุ้น หลายคนอาจจะงงไปอีกว่า.. ทำไมมีบัญชีให้เลือกหลายประเภทจังเลย คำศัพท์ก็ไม่คุ้นเลยอีก

คำแนะนำง่ายๆ อีกครั้งหนึ่งก็คือ “เปิดบัญชีแบบ Cash Balance” ซึ่งเหมาะกับมือใหม่มากที่สุด

บัญชีรูปแบบนี้มีหลักการง่ายๆ ก็คือ ต้องฝากเงินเข้าไปก่อน และมีเงินเท่าไร ก็ซื้อหุ้นได้เท่านั้น

(ส่วนบัญชีประเภทอื่นๆ ถ้าอยากทราบเพิ่มเติมก็ไม่ต้องอายครับ ถามกับเจ้าหน้าที่ของโบรกเกอร์นั้นได้เลย)

 

ราคาหุ้นคืออะไร ทำไมมันขึ้นๆ ลงๆ!? แล้วมันเกิดจากอะไรกัน!?

ย้อนกลับไปจากกรณีตัวอย่าง ที่ยกมาตอนต้นบทความนะครับ..

นายตู่ อาจจะมองเบื่อกิจการที่ทำมาหกปีแล้ว อยากไปทำอย่างอื่น ก็ขอขายเท่าทุน 1 บาท

นายป้อม อาจจะมองว่ากิจการมีกำไรดีในอนาคต แต่ก็พร้อมขายได้ถ้ามีคนจะซื้อต่อ เขาจะขายหุ้นละ 3 บาท

นายแดง อาจจะมองว่าอนาคตของร้านสดใสมาก อนาคตจะทำกำไรมากกว่านี้อีก จึงไม่ขอขายหุ้นในส่วนของเขา

 

ขณะที่ฝั่งคนมาซื้อหุ้น เมื่อเข้าสู่ตลาดหุ้นแล้ว ก็จะมีผู้เล่นมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

ตอนนี้ก็ไม่ได้มีแค่นายเอกแล้ว ยังมีนางหน่อย นายชัช หรือกระทั่งนายโดนัลด์ ชาวต่างชาติที่สนใจมาซื้อเช่นกัน

แถมแต่ละคนก็มีราคาพอใจที่จะซื้อไม่เท่ากันเสียอีก

นางหน่อย อาจจะอยากซื้อเพียงหุ้นละ 1 บาท

นายชัช ให้ราคาหุ้นร้านอาหารนี้ที่หุ้นละ 0.75 บาท

นายโดนัลด์ มองว่าร้านนี้อนาคตไกล เทรนด์อาหารดังกล่าวกำลังมา เขาให้ราคาหุ้นละ 2 บาท และพร้อมซื้อทุกราคาที่ต่ำกว่านั้น

 

ความคิดที่แตกต่างกันนี้ นำมาซึ่งการประเมินราคาที่เหมาะสมของหุ้นแต่ละตัว ที่แตกต่างกันไป และนี่ก็คือที่มาว่าทำไมราคาของหุ้นในตลาดหุ้น จึงมีขึ้นมีลงอยู่เสมอ

 

แล้วจะซื้อหุ้นตัวไหนดี!?

อย่างที่บอกว่ามีทั้งบริษัทและหลักทรัพย์ในตลาดอยู่มากมายหลายพันตัว คำถามที่มือใหม่ทุกคนต้องเจอก็คือ “จะซื้อหุ้นไหนล่ะ!?”

ซึ่งสำหรับผมมองว่า คำตอบที่ดีที่สุดคือ.. “คุณต้องตัดสินใจด้วยตัวเองครับ”

บางคนอาจซื้อหุ้นสักตัวด้วยเหตุผลว่า ต้องการเป็นเจ้าของร่วมของกิจการสักอย่าง ที่คุณมองว่าอนาคตไกล และจะอยู่กับมันไปอีกแสนนาน

บางคนอาจจะซื้อมัน เพราะคาดเดาว่าปีหน้าจะมีกำไรสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาหุ้นสูงขึ้นตามไปด้วย

หรือบางคนอาจจะซื้อเพราะมองว่าราคากำลังพุ่งขึ้น มีแนวโน้มว่าราคาจะขึ้นสูงไปอีก เลยอยากจะเก็บกำไรจากส่วนต่างของราคานี้

ถ้าถามว่าวิธีไหนดีที่สุด ก็ต้องขอยกคำกล่าวที่ว่า.. ไม่มีวิธีใดถูกต้องที่สุด ไม่มีวิธีใดผิดเสมอไปในตลาดหุ้น

เพราะสุดท้ายแล้ว แต่ละวิธีถ้าเลือกได้อย่างถูกต้อง มันก็จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่เป็นกำไรให้เราได้ทั้งนั้น

อยู่ที่ว่าคุณมีความรู้ ความเข้าใจ ในแต่ละวิธีการมากน้อยเพียงใด ซึ่งในเรื่องของการหาความรู้เพิ่มเติมนั้น ก็คือสิ่งสำคัญในตลาดหุ้นไม่แพ้เงินที่เราลงทุนเลย

 

สุดท้ายแล้ว “ตลาดหุ้น” ก็คือสวรรค์และนรกในตัวมันเอง

ถึงแม้ทุกคนที่เข้ามาต่างก็คาดหวังผลตอบแทนเป็นกำไรกันทั้งนั้น

แต่ในความเป็นจริง มันมีทั้งคนที่ได้เงิน มีทั้งคนที่เสียเงิน มีทั้งคนที่ร่ำรวย มีทั้งคนที่หมดตัว

ถึงแม้การมีเงินเยอะกว่า จะเป็นข้อได้เปรียบ แต่การมีเงินน้อยกว่า ก็ไม่ใช่ข้อเสียเปรียบเสมอไป

ที่นี่เป็นที่ซึ่งคุณจะสามารถปั้นเงินแสน ให้กลายเป็นเงินล้านได้

แต่ขณะเดียวกัน มันก็สามารถเปลี่ยนเงิน 10 ล้าน เงิน 100 ล้าน ให้กลายเป็นศูนย์ได้เช่นกัน

ขออวยพรให้ทุกท่านประสบความสำเร็จในการลงทุนครับ…

 

 

ติดตาม Billion Mindset ได้ในหลากหลายช่องทาง

– เริ่มจากช่องทางใหม่ล่าสุด อินสตาแกรม https://www.instagram.com/billionmindset.ig/

– ตามต่อในทวิตเตอร์ https://twitter.com/Billion_Twit

– ติดตามเพจ Billion Mindset – แนวคิดพันล้าน อย่าลืมตั้งค่า See First เพื่อไม่ให้พลาดทุกโพสต์ใหม่นะครับ!!

Advertisement

แสดงความคิดเห็น...