อยากซื้อขายหุ้น อยากเล่นหุ้น จะเปิดบัญชียังไงอ่ะ!?

เชื่อว่านี่คงเป็นคำถามน่าสงสัยของมือใหม่หลายๆ คน รวมถึงตัวผมเองเมื่อราวสิบปีที่แล้วด้วย

หลังจากในตอนก่อนหน้านี้ เราได้รู้จักกัน “หุ้น” ว่ามันคืออะไรกันไปแล้ว (สำหรับคนที่ตามไม่ทัน ไปที่นี่ครับ https://www.billionmindset.com/how-to-invest-in-stock-1/ )

ในคอนเทนต์นี้ เราจะพาทุกคนไปรู้จักขั้นตอนการเปิดพอร์ตหุ้น ก้าวสู่การเป็นนักลงทุนไปพร้อมๆ กันครับ…

 

 

1. อยากเปิดบัญชีหุ้น ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร!?

ง่ายๆ เลยก็คือคุณต้องมีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ (แต่ถ้าอายุแค่ 18 ปี ก็เปิดได้นะ เพียงแต่ต้องใช้หนังสือยินยอมจากผู้ปกครองด้วย)

ส่วนเรื่องเงินน่ะเหรอ แทบไม่เป็นปัญหาเลย เพราะเดี๋ยวนี้มีแค่หลัก 500 บาท ก็เริ่มลงทุนได้แล้ว

ในเรื่องของเอกสาร หลักๆ จะประกอบไปด้วย 3 อย่างได้แก่

– บัตรประจำตัวประชาชน

– สำเนาทะเบียนบ้าน

– เอกสารทางการเงิน เช่น รายการเดินบัญชีย้อนหลัง 3 เดือน (เอาจากในแอปมือถือได้) หรือแหล่งที่มาของรายได้ เช่น สลิปเงินเดือน นั่นเอง

 

2. แล้วจะเปิดบัญชีหุ้น ต้องติดต่อใคร!?

ในการซื้อหุ้นเนี่ย เราซื้อเองไม่ได้นะ ต้องผ่านนายหน้าที่เรียกกันว่า “โบรกเกอร์”

ซึ่งในประเทศไทย มีโบรกเกอร์ที่เป็นสมาชิกของตลาดหลักทรัพย์อยู่ทั้งสิ้น 39 บริษัทด้วยกัน รายชื่อตามเว็บนี้เลยครับ…

แต่ละโบรกเกอร์ ก็จะมีบางอย่างที่ต่างกัน เช่น มีข่าวให้มากน้อยต่างกันไป ค่าคอมมิชชันมากน้อยต่างกันไป

สำหรับมือใหม่และคนที่มีงบน้อย แนะนำให้เลือกโบรกเกอร์ที่ “ไม่มีค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ” จะได้ซื้อขายหุ้นกันแบบประหยัดๆ

(สำหรับใครที่สงสัยว่าแต่ละโบรกเกอร์ต่างกันอย่างไร โพสต์หน้าเราจะมารีวิวความแตกต่างให้เต็มๆ ครับ)

 

3. ประเภทของบัญชีหุ้น เลือกแบบไหนดีอ่ะ!?

บัญชีซื้อขายหุ้น โดยทั่วไปมีอยู่ 3 ประเภท ได้แก่

– บัญชีเงินสด (Cash Account)

– บัญชีเครดิตบาลานซ์ (Credit Balance)

– บัญชีแคชบาลานซ์ (Cash Balance)

แต่ละบัญชีต่างกันยังไง ก็ตามคำอธิบายในภาพเลยนะครับ

แต่..แต่.. แต่!! เราแนะนำให้มือใหม่มองข้ามบัญชี 2 ประเภทแรกไปเลย แล้วเปิดบัญชี Cash Balance เท่านั้น

เพราะมันเข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อนวุ่นวาย คือมีเงินเท่าไรก็ฝากเข้าไป แล้วก็ซื้อขายหุ้นได้ไม่เกินนั้นครับ

 

4. ซื้อหุ้นขั้นต่ำเท่าไร!? ค่าธรรมเนียมแพงไหม!?

ในการซื้อหุ้นโดยปกติ จะต้องซื้อเป็นล็อต (Lot) ซึ่งตลาดหุ้นไทยเนี่ย จะซื้อขายกันล็อตละ 100 หุ้น

ยกตัวอย่างเช่น ตอนนี้หุ้นของบริษัท ปตท. หรือชื่อหุ้น PTT ราคา 38.75 บาท

การจะซื้อ 100 หุ้น เราก็ต้องมีเงิน 3,875 บาท

แต่.. มีเงินแค่นั้นก็ไม่พอนะ เพราะมันยังมีค่าธรรมเนียมการซื้อขายด้วย ซึ่งเจ้าค่าธรรมเนียมนี่ แต่ละโบรกเกอร์ก็คิดแตกต่างกันออกไป

 

เราจะยกตัวอย่างการซื้อขายผ่านอินเตอร์เน็ต หรือส่งคำสั่งผ่านแอปฯ บนมือถือนะครับ

ซึ่งโดยทั่วไปก็จะมีค่านายหน้า 0.15%

มีค่าธรรมเนียมตลาดหลักทรัพย์ฯ 0.006%

ค่าธรรมเนียมชำระราคา 0.001%

รวมค่าธรรมเนียมประมาณ 0.157%

อ๊ะ.. แล้วก็ยังมี VAT อีก 7% ด้วยนะ

เท่ากับว่าเราซื้อหุ้นเนี่ย จะมีค่าธรรมเนียมทั้งหมดประมาณ 0.16799% หรือทุกๆ 1 บาทที่ซื้อหุ้น ต้องเสียค่าธรรมเนียม 0.16799 บาทครับ

 

ปล. ค่าธรรมเนียมนี้ คิดตอนซื้อครั้งนึง แล้วตอนขายก็คิดอีกครั้งนะ

ปล.2 ที่จริงก็ซื้อน้อยกว่า 100 หุ้นได้แหละ แต่มันซื้อแยกอีกกระดานหนึ่ง แล้วราคาก็ไม่ได้ดีเท่าการซื้อเป็นล็อต เพราะฉะนั้นอย่าไปปวดหัวกับมันเลย ^^

 

5. แล้วจะซื้อหุ้นตัวไหนดี!?

เป็นคำถามคลาสสิกมากๆ สำหรับมือใหม่..

ซึ่งในจุดนี้ขอไม่แนะนำหรือชี้เป้าตัวไหนเป็นพิเศษนะครับ อยากจะให้ทุกคนศึกษาเพิ่มเติม จนสามารถตัดสินใจได้ว่าจะซื้อหุ้นตัวไหนดี

เพราะเงินของเรา เราย่อมต้องตัดสินใจด้วยตัวเองจะดีที่สุด

 

หวังว่าคอนเทนต์นี้จะมีประโยชน์ต่อทุกคนที่กำลังสนใจ และเข้าใจไม่ยากจนเกินไปนะครับ..

ส่วนในตอนหน้า เราจะพาไปรีวิวสรุป “โบรกเกอร์” ทั้ง 39 บริษัท ว่าน่าสนใจต่างกันอย่างไรบ้าง รอติดตามได้เลย!!!

Advertisement

แสดงความคิดเห็น...