ย้อนเรื่องราว Cyberbullying การคุกคามออนไลน์ ที่ไม่ควรเกิดขึ้นอีกต่อไป!!

137

Advertorial: Garena Freefire

โลกโซเชียล ทำให้คนเชื่อมต่อถึงกันมากกว่าเดิม

แต่ในอีกแง่หนึ่ง มันก็ทำให้คนสามารถ “ทำร้าย” กันด้วยคำพูดได้อย่างไม่รู้ตัว

ในช่วงหลังเราอาจจะได้ยินคำว่า Cyberbullying บ่อยขึ้น หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นคำศัพท์ใหม่ แต่ที่จริงแล้วการทำร้ายกันบนโลกออนไลน์นั้นเกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน

และบางครั้ง.. ผลลัพธ์ของมัน ก็ทำให้เกิดเรื่องเศร้าได้มากกว่าที่เราคาดคิด

 

คำว่า Cyberbullying เกิดขึ้นจากไหน!?

เรื่องราวของการบูลลีกันผ่านโลกออนไลน์ อาจจะเกิดขึ้นมาพร้อมๆ กับอินเตอร์เน็ตถือกำเนิด

ไม่ว่าจะเป็นการคุกคามทางอีเมล์ หรือบนเว็บบอร์ดต่างๆ ซึ่งมักมีการถกเถียงและด่าท่อกัน

แต่ ณ เวลานั้น อินเทอร์เน็ตยังเป็นเพียงโลกเสมือน ชื่ออีเมล์หรือชื่อในเว็บบอร์ด ก็ยังไม่ระบุตัวตนอย่างชัดเจนว่าใครเป็นใคร ทำให้การคุกคามอาจจะไม่รุนแรงมากนัก

จนกระทั่งโลกเข้าสู่ยุคโซเชียล ในช่วงกลางยุค 2000 เรื่องของ Cyberbullying ก็กลายเป็นสิ่งที่ถูกหยิบยกมาพูดถึงมากขึ้น

และมันน่าเศร้าที่ว่า.. หลายครั้งคนที่ถูกคุกคามนั้น ตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยการจบชีวิตตัวเองลง

ตัวอย่างเช่น..

คดีของ Tina Meier สาวน้อยวัย 13 ปี ที่โดนเพื่อนบ้านปลอมบัญชี MySpace และคุกคามเธอ สุดท้ายเธอตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง

หรือคดีของ Jessica Logan เด็กนักเรียนมัธยม ที่ถูกแฟนหนุ่มแอบส่งภาพนู้ดไปให้เพื่อนในอีก 7 โรงเรียน เธอก็ตัดสินใจจบชีวิตลงเช่นกัน

 

แต่คดีที่สร้างแรงสั่นสะเทือนแก่สังคม ก็เกิดขึ้นในปี 2012

เมื่อเด็กหนุ่ม Tyler Clementi จบชีวิตตัวเองด้วยการกระโดดสะพาน หลังจากมีคลิปจูบกับเด็กผู้ชายอีกคน ถูกแชร์ต่อบนโลกออนไลน์

นั่นนำไปสู่การผ่านข้อกฎหมาย Cyberbullying ในสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการ

และแม้จะมีข้อกฎหมายมากำกับ แต่การคุกคามบนโลกออนไลน์กลับไม่ได้น้อยลงไปเลย

ในทางตรงกันข้าม มันกลับเติบโตมากขึ้น พร้อมกับโลกโซเชียลอย่าง Facebook, Twitter หรือ YouTube ที่มีผู้ใช้นับพันล้านคนทั่วโลก

 

 

เราจะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร!?

แม้เราไม่สามารถห้ามคนอื่น ให้หยุดการคุกคามบนโลกออนไลน์ได้โดยตรง

แต่การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ หากเราใส่ใจและค่อยๆ เปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองทีละเล็กทีละน้อย

เพราะบางครั้ง เราก็อาจจะ Cyberbullying ใส่คนอื่นๆ โดยที่เราไม่รู้ตัว

ไม่ว่าจะเป็น การเข้าไปคอมเมนต์ด่าทอคนอื่น ในข่าวที่แชร์ต่อมาโดยฟังความข้างเดียว

ไม่ว่าจะเป็น การพากันไปรุมต่อว่าคนที่กำลังทำอะไรผิดพลาด หรือที่เราเรียกกันว่า “ทัวร์ลง”

หรือกระทั่งการด่าคนที่เราเล่นเกมด้วย โดยใช้ถ้อยคำที่รุนแรง ถึงขั้นไล่ให้ไปตาย.. ซึ่งบางคนก็คิดมากจนนำไปสู่การพยายามจบชีวิตเขาลงจริงๆ

 

แต่.. ถ้าเราฉุกคิดก่อนพิมพ์ลงไปทุกครั้ง ว่าสิ่งที่เราพิมพ์นั้น จะเป็นการ “ส่งต่อความรุนแรง” ให้กับคนอื่นบนโลกออนไลน์หรือไม่!?

ถ้าเราฉุกคิดก่อนส่งไป ว่ามันเป็นการ Cyberbullying รึเปล่า!?

สุดท้ายแล้วการฉุกคิดคนละเล็กคนละน้อย มันก็จะช่วยให้ปริมาณของถ้อยคำรุนแรงนั้นลดลงได้ในที่สุด

 

รู้หรือไม่ว่า นอกจากการรู้จัก “ฉุกคิด” แล้ว เราชาวโซเชียลทุกคน ก็มีส่วนในการรณรงค์ลดความรุนแรงได้

เพราะตอนนี้เกม Garena Free Fire กำลังจัดโครงการดีๆ ให้กับทั้งเกมเมอร์ และคนที่ไม่ได้เล่นเกม ก็มีส่วนช่วยเหลือได้เช่นกัน

ซึ่งทุกความช่วยเหลือจะถูกเปลี่ยนแปลงเป็นเงินบริจาคสูงสุดถึง 400,000 บาท ให้กับมูลนิธิ “มูลนิธิกระจกเงา” เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยโควิด-19 และ “มูลนิธิยุวพัฒน์” เพื่อฟื้นฟูการศึกษาหลังวิกฤตโควิด-19

ด้วยวิธีง่ายๆ เพียงแค่ไม่กี่คลิกที่ https://respect.freefire.in.th/

ขั้นที่ 1 ลงชื่อหยุดคุกคามบนโลกออนไลน์ ก็ช่วยเหลือได้ 1 ครั้ง

ขั้นที่ 2 เปลี่ยนภาพโปรไฟล์แสดงพลัง เป็นการช่วยเหลืออีกได้ 1 ครั้ง

 

อย่างที่เห็นว่าตอนนี้มีการร่วมลงชื่อหยุดความรุนแรงไปแล้วกว่า 600,000 ครั้ง ซึ่งกำลังจะเปลี่ยนเป็นเงินบริจาค 100,000 บาท เพื่อสร้างสรรค์สังคมต่อไป

และถ้าเราช่วยกันคนละเล็กคนละน้อย ลงชื่อมากกว่านี้ ก็จะกลายเป็นยอดเงินบริจาคช่วยเหลือสังคมได้มากยิ่งขึ้น

อย่าลืมว่า.. แม้จะเป็นพลังอันน้อยนิด แต่เราเองก็เป็นส่วนหนึ่งของการช่วยเหลือนี้ได้เช่นกัน

 

 

ติดตามข่าวสารและรายละเอียดของเกม Garena Free Fire ได้ที่: https://www.facebook.com/freefireth

สัมผัสประสบการณ์ใหม่ของเกม Free Fire ได้ที่:

– iOS: https://goo.gl/sSvbSt

– Android: https://goo.gl/b8HPUW

#FreeFire #RespectYourGame #เกมไหนก็เกมเมอร์

แสดงความคิดเห็น...