กลายเป็นข่าวใหญ่โต เมื่อมีการประเมินว่าในช่วงอีก 1-2 ปีนี้ Kylie Jenner ในวัย 21 ปีจะกลายมาเป็นเศรษฐีพันล้านผู้สร้างธุรกิจด้วยตัวเอง ที่อายุน้อยที่สุดในโลก

เจ้าของตำแหน่งคนก่อนคือ Mark Zuckerberg เจ้าพ่อเฟซบุ๊กที่ทำให้บริษัทตัวเองมีมูลค่าเกิน 1,000 ล้านเหรียญ ตอนอายุ 23 ปี

 

ธุรกิจของ Kylie Jenner มีอะไรบ้าง ทำไมจึงมีทรัพย์สินกว่า 900 ล้านเหรียญ…

– Kylie Cosmetics ธุรกิจแบรนด์เครื่องสำอางค์ (มีมูลค่ามากกว่า 800 ล้านเหรียญ)

– Kylie Jenner Official App แอพส่วนตัวของเรื่องราวชีวิตเธอโดยเฉพาะ

– Kylie Shop ร้านขายของที่ระลึกเกี่ยวกับตัวเธอ

– ค่าโฆษณา ลิขสิทธิ์ และพรีเซนเตอร์สินค้าอื่นๆ

 

Kylie Cosmetics แบรนด์ที่เธอเป็นทั้งเจ้าของ ผู้ใช้งาน และพรีเซ็นเตอร์เอง

 

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าทำไมจึงจัดให้ Kylie อยู่ในกลุ่มเศรษฐีสร้างธุรกิจเอง ทั้งที่ครอบครัวของเธอก็รวยและมีชื่อเสียงอยู่แล้ว!?

ตระกูล Kardashian ของเธอนั้นมีธุรกิจใหญ่โต ชนิดที่ว่าเธอนั่งเฉยๆ ก็ได้รับเงินปันผลจากบริษัทปีละ 60 ล้านเหรียญ

แต่ที่เธอถูกจัดอันดับว่าเป็น “เศรษฐีสร้างตัวเอง” นั่นก็เพราะแบรนด์ของเธอคือธุรกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็ว แยกออกมาจากธุรกิจของครอบครัว

รวมถึงเธอเป็นลูกหลานในตระกูลนี้ที่ทำธุรกิจได้โดดเด่นที่สุด หากจะเปรียบเทียบง่ายๆ ก็ยกตัวอย่าง Kim Kardashian พี่สาวนั้นมีทรัพย์สินจากธุรกิจอยู่ราว 350 ล้านเหรียญเท่านั้น

 

เปิดประวัติ Kylie Cosmetics แบรนด์ที่มีมูลค่ามากกว่า 800 ล้านเหรียญ

– Kylie Cosmetics เปิดตัวในปี 2015 โดยมีสินค้าแรกคือลิปสติก ราคา 29 เหรียญ

– สินค้าชุดแรกขายหมดจากร้านค้าออนไลน์ใน 5 นาที

– ภายในเวลา 1 ปีครึ่งหลังเปิดตัว สินค้าของแบรนด์นี้สร้างยอดขาย 420 ล้านเหรียญ (13,800 ล้านบาท)

– ชุดคอลเลคชั่นฮอลิเดย์ในปี 2016 ประสบความสำเร็จที่สุดด้วยยอดขาย 19 ล้านเหรียญภายในวันเดียว (600 ล้านบาท!!)

 

และนี่คือคอลเลคชั่นที่ขายได้วันเดียว 600 ล้านบาท

 

อะไรคือเคล็ดลับที่ทำให้ Kylie Cosmetics เติบโตก้าวกระโดด

“โซเชียลเน็ตเวิร์ก” และ “แฟนคลับ” คือสิ่งสำคัญที่สุด

– ย้อนกลับไปปี 2015 ตอนนั้น Kylie มีคนติดตามบนอินสตาแกรม 43 ล้านคน และทวิตเตอร์ 12 ล้านคน

– นั่นทำให้การเริ่มต้นธุรกิจของเธอ มีคนกว่า 65 ล้านคนที่รู้จักตั้งแต่ตอนแรก

– กลยุทธ์ในการขาย คือการนำเครื่องสำอางต่างๆ มาใช้กับตัวเอง โพสต์ลงบนโซเชียลเน็ตเวิร์ก พร้อมกับบอกให้โลกรู้ว่าที่ตนเองใช้อยู่นั้นคือตัวไหน

– จากฐานแฟนคลับเดิมของเธอ เธอเปลี่ยนมันให้กลายมาเป็น “ลูกค้า” โดยที่พวกเขาไม่ได้รู้สึกถูกยัดเยียดแต่อย่างใด (ถ้าคุณรู้สึกว่าโดนยัดเยียดมากไป คุณก็จะเลิกติดตามใช่ไหม!?)

– แต่ผ่านไป 3 ปี สินค้าเธอขายดิบขายดี และผู้ติดตามก็ยังเพิ่มขึ้นเป็น 113 ล้านคนบนอินสตาแกรม และ 25 ล้านคนบนทวิตเตอร์

 

แฟนคลับนั้นสำคัญไฉน!?

– การที่ธุรกิจคุณมีคนติดตามบนโลกออนไลน์ จะทำให้พวกเขาสามารถรับรู้โปรโมชั่นและข่าวสารใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา

– แต่การที่คุณมี “แฟนคลับ” นั่นหมายความมากกว่าแค่รับรู้โปรโมชั่นใหม่ๆ แต่พวกเขายังพร้อมที่จะควักกระเป๋าซื้อ แชร์ต่อ และแนะนำให้กับคนรู้จักของพวกเขาอีกด้วย

– ธุรกิจอื่นนอกจากแบรนด์เครื่องสำอางค์ ก็คือแอปส่วนตัว ร้านขายของที่ระลึก รวมถึงการเป็นพรีเซนเตอร์สินค้า ล้วนแต่เกิดจากการขายให้ “แฟนคลับ” แทบทั้งสิ้น

– ถ้ายังนึกไม่ออกว่าพลังของแฟนคลับนั้นมีมากแค่ไหน ย้อนไปตอนที่มีข่าวออกมาใหม่ๆ ว่า Kylie มีโอกาสเป็นเศรษฐีพันล้านอายุน้อยที่สุดในโลกแทนที่ Mark นั้น

กลุ่มแฟนคลับของเธอยังตั้งกลุ่มเฉพาะกิจ ช่วยระดมทุนบริจาคให้เงินเพื่อให้เธอกลายเป็นเศรษฐีพันล้านเร็วขึ้น

คุณอาจจะมองว่ามันไร้สาระ แต่นี่คือพลังของแฟนคลับจริงๆ!!

 

คุณต้องจ่ายเท่าไร เพื่อให้คนเป็นล้านๆ เห็นโฆษณาสินค้าคุณ สำหรับเธอคือ… ฟรี!!

 

เส้นทางที่คุณเลือกเอง คุณจะเลือกทางไหน!?

Kylie Jenner คือตัวอย่างของคนที่อาจจะเรียกได้ว่า “มีแต้มต่อ” ดีกว่าคนอื่น ทั้งฐานะทางการเงินจากที่บ้าน และพื้นฐานของตัวเองที่มีคนติดตามอยู่แล้ว

แต่เธอจะเลือกนั่งๆ นอนๆ รับมรดกจากที่บ้านไปเธอก็อยู่สบายไปทั้งชาติ หรือเธอจะใช้แต้มต่อที่มีสร้างธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ ให้โลกจดจำเธอได้มากกว่านั้น

 

“ฉันรู้สึกว่าคนไม่มองตัวฉันในมาดของนักธุรกิจหญิงเลย อาจจะเพราะอายุน้อยหรือเพราะชื่อเสียงเดิมๆ ที่ติดตัวมา… แต่ฉันอยากจะพิสูจน์ให้รู้ว่าพวกเขาคิดผิด” นี่คือคำที่เธอกล่าวไว้ในหนังสือส่วนตัว

 

Advertisement

แสดงความคิดเห็น...