เมื่อวันก่อนเราเขียนเรื่องที่ Huawei สามารถแซงหน้าขึ้นเป็นผู้ผลิตสมาร์ทโฟนอันดับ 2 ของโลกแทนที่ Apple ไปได้สำเร็จ (นับเฉพาะยอดจำนวนเครื่อง)

น่าสนใจตรงที่ ย้อนกลับไปตั้งแต่เปิดตัว iPhone 3GS นั้น Apple ไม่เคยถูกเขี่ยให้หล่นลงมาสู่อันดับ 3 เลย และนี่เป็นครั้งแรกในรอบ 8 ปี ที่พวกเขาหล่นมาตรงนี้

 

อะไรคือสิ่งที่ทำให้บริษัทจากจีนแห่งนี้ สามารถก้าวขึ้นมาแย่งส่วนแบ่งการตลาดตรงนี้ไปได้!?

หลายคนพูดถึงเรื่องเทคโนโลยีของสมาร์ทโฟนที่ดี ราคาเอื้อมถึง รวมถึงการตลาดที่มาเน้นกลุ่มประเทศกำลังพัฒนามากขึ้น หากจะเขียนซ้ำไปก็กลัวจะไม่มีคนอ่าน

ผมเลยลองหาข้อมูลในด้านการบริหารงานของบริษัทของ Huawei ที่ดูค่อนข้างจะแตกต่างจากที่อื่นๆ เรียบเรียงมาให้ได้อ่านเป็นความรู้ครับ

 

ผู้ก่อตั้ง Huawei

 

– Ren Zhengfei คือผู้ก่อตั้งบริษัทแห่งนี้เมื่อ 31 ปีก่อน ในฐานะบริษัทด้านเทคโนโลยีคมนาคม ปัจจุบันก็ยังคงเป็นผู้บริหารระดับสูงคนสำคัญ

 

– แต่… เขากลับไม่ได้เป็นผู้บริหารหลัก เพราะนโยบายของบริษัท Huawei คือการให้มีผู้บริหารระดับอาวุโส 3 คน คอยหมุนเวียนเปลี่ยนกันทำหน้าที่ทุกๆ 6 เดือน

 

– นั่นทำให้อำนาจไม่ได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาดอยู่กับใครคนใดคนหนึ่ง คนที่หมุนเวียนมาบริหารก็มีโอกาสได้ลองสิ่งใหม่ๆ ที่ต่างไปจากอีกคน ส่วนคนที่ลงจากตำแหน่งชั่วคราว ก็ได้มีเวลาในการหยุดพัก เพื่อคิดอะไรใหม่ๆ อีกเช่นกัน

 

– Huawei ปัจจุบันมีพนักงานราวๆ 170,000 คน มีสาขาตั้งอยู่ทั่วโลก โดยเป็นพนักงานชาวจีนประมาณ 60,000 คน

 

– แต่บริษัทใหญ่อันดับ 72 ของโลกนี้ กลับไม่ได้เป็น “บริษัทมหาชน” เหมือนกับบริษัทใหญ่อื่นๆ

 

– นั่นทำให้นโยบายบริษัทไม่จำเป็นต้องทำกำไรเอาใจนักลงทุน ไม่ต้องมากังวลกับราคาหุ้นของบริษัทตนเอง ถือเป็นอิสระอย่างหนึ่งในการบริหาร

 

 

– รายงานระบุว่า Ren Zhengfei  ถือหุ้นเพียงแค่ราวๆ 1.5% เท่านั้น

 

– หุ้นที่เหลือ จะเป็นหุ้นที่ “พนักงานบริษัท” ได้ร่วมกันถือ ในฐานะ “หุ้นเสมือน” ซึ่งทำให้ทุกคนรู้สึกมีส่วนร่วมกับการเป็นเจ้าของบริษัท

 

– หลายคนอาจจะงงว่าต่างจากหุ้นปกติอย่างไร?? พนักงานของบริษัทจะไม่มีสิทธิ์ออกเสียงในการบริหารเหมือนผู้ถือหุ้นปกติ และหากลาออกจากบริษัท หุ้นเหล่านั้นก็จะกลับมาเป็นของบริษัท

 

– ข้อดีคือ พนักงานจะได้รับปันผลตอบแทน หากบริษัทสามารถทำผลประกอบการได้ดี และนั่นทำให้พวกเขามีแรงจูงใจในการทำงานมากขึ้น

 

– ทายาทของ Ren Zhengfei ทำงานเป็นพนักงานของบริษัท Huawei ด้วย

 

– แต่ต่างออกไปจากธุรกิจจีนอื่นๆ Ren ระบุว่าเร็วๆ นี้เขาอาจจะลงจากตำแหน่งผู้บริหารอย่างถาวร แต่เขาจะไม่ให้ทายาทของเขาสืบทอดกิจการ เพียงเพราะเป็นสายเลือดเดียวกัน แต่จะต้องเป็นคนที่เหมาะสมกับการบริหารเท่านั้น

 

แน่นอนว่าเขามีความสัมพันธ์อันดีกับสี จิ้นผิงอีกด้วย

 

– เป้าหมายหลักของบริษัทในอีก 3 ปีข้างหน้า คือการยึดตำแหน่งผู้ผลิตสมาร์ทโฟนอันดับ 2 อย่างถาวรให้ได้ (ดูเหมือนพวกเขาจะรู้ตัวว่ายึดตำแหน่งแชมป์จาก Samsung นั้นทำได้ยาก)

 

– ปัจจุบันตลาดสมาร์ทโฟนทั่วโลก มีเจ้าใหญ่ๆ 5 เจ้าคือ Samsung, Apple, Huawei, Xiaomi และ OPPO  ครองตลาดอยู่ราว 66.8% ยังเหลืออีกราว 33.2% ที่เป็นของเจ้าเล็กเจ้าน้อย และส่วนแบ่งตรงนี้พวกเขามองว่ายังสามารถเข้าไปยึดครองได้

 

– นั่นทำให้ Huawei ยังทุ่มเทให้กับการวิจัยและพัฒนาสิ่งใหม่ๆ โดยตั้งศูนย์วิจัยขนาดใหญ่และเล็กทั่วโลก รวมเกือบ 50 ศูนย์ เพื่อป้องกันการถูกทิ้งห่างทางเทคโนโลยี และนำเสนอสิ่งใหม่ๆ ให้ได้ก่อนแบรนด์อื่น

 

– อนาคตของค่ายมือถือจากจีน จึงถือเป็นสิ่งที่น่าจับตามองอย่างมาก หลังจากยุคหนึ่งเราเคยมี Nokia, LG, Sony ครองตลาด แต่ชื่อของพวกเขากำลังค่อยๆ เลือนหายไปจากคำว่า “ยักษ์ใหญ่ในวงการสมาร์ทโฟน”

 

 

แม้ Huawei จะครอบครองส่วนแบ่งทางการตลาดได้มากขึ้น แต่หากจะเทียบในแง่ของกำไรบริษัท โดยเฉพาะกับค่าย Apple ยังถือว่าต่างกันมากนัก

เมื่อพิจารณาจากกำไรในปีล่าสุด 2017 ทางค่ายผลไม้ทำไป 1.5 ล้านล้านบาท ในขณะที่ค่ายมือถือจีนทำไปได้ราวๆ 220,000 ล้านบาท (ต่างกันราวๆ 7 เท่า)

แต่เรื่องของอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดการณ์ได้ และคงเป็นสิ่งที่น่าสนใจติดตามมากเลยทีเดียว….

 

แสดงความคิดเห็น...