คุณยังจำยุคสมัยแห่งการ “แลกพิน” กันได้ไหม!?

ในยุคหนึ่ง ที่ใครก็อยากจะเป็นเจ้าของมือถือยอดฮิตอย่าง “บีบี”

แต่ปัจจุบัน เราแทบจะไม่เห็นใครใช้ BlackBerry แล้ว…

จนหลายคนอาจจะมีคำถามว่า มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!?

ทำไมสมาร์ตโฟนที่เคยขายดีที่สุด กลับหายไปจากตลาด ภายในระยะเวลาไม่กี่ปี!?

 

“อดีตราชันแห่งสมาร์ตโฟน”

 

เราจะย้อนไปจุดเริ่มต้น ก่อนจะมาเป็น BlackBerry

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นในปี 1984

เมื่อสองหนุ่มนักศึกษาชาวแคนาดา คุณ Mike Lazaridis และ Douglas Fregin จับมือกันเปิดบริษัท Research In Motion เรียกสั้นๆ ว่า RIM ละกัน

โดยในช่วงแรกบริษัทของพวกเขาจะทำงานสร้างระบบต่างๆ ให้บริษัทอื่นๆ

เช่น การสร้างระบบ LED ให้บริษัท General Motors หรือการสร้าง Local Network ให้ IBM

 

พอช่วงเพจเจอร์เริ่มฮิต ในปี 1996 บริษัทนี้ได้สร้างเพจเจอร์ของตัวเอง

ซึ่งเพจเจอร์ของพวกเขามีจุดเด่นอยู่ที่ “มีแป้นพิมพ์” ให้สามารถพิมพ์ข้อความลงไปได้โดยตรง และรับส่งข้อความได้แบบไม่ต้องผ่านคนกลาง

เพจเจอร์ของพวกเขาประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก

จนทำให้ RIM ได้จดทะเบียนเข้าตลาดหุ้นในปี 1997

 

จุดเริ่มต้นของราชา

จากเพจเจอร์ที่ได้รับความนิยม หลังจากนั้น RIM ก็ได้พัฒนาผลงานต่อยอดตามมา ไม่ว่าจะเป็น…

– ปี 1999 เพจเจอร์รุ่นใหม่ที่ได้รับชื่อว่า BlackBerry

– ในปี 2000 เปลี่ยนสินค้าหลักจากเพจเจอร์ ไปเป็นโทรศัพท์มือถือตามความนิยมในขณะนั้น

– ในปี 2002 พวกเขาได้เปิดตัวสมาร์ตโฟนภายใต้ชื่อ BlackBerry เป็นครั้งแรก

โทรศัพท์พวกเขาค่อนข้างล้ำยุคในสมัยนั้น เชื่อมต่อไวไฟ เข้าเว็บได้ มีระบบส่งข้อความแชทเป็นของตัวเอง

แต่ความภูมิใจที่สุดของ BlackBerry นั้น ก็คือการเรียงปุ่ม QWERTY แบบที่เราใช้บนคีย์บอร์ดคอมพิวเตอร์

ซึ่งไม่เพียงแต่จะทำให้การพิมพ์ส่งข้อความทำได้ง่ายกว่ามือถืออื่นๆ ที่เรียงเป็นตัวเลข 1-9 เท่านั้น

แต่มันยังทำให้มือถือของ Research In Motion มีเอกลักษณ์เป็นอย่างมาก จนแค่เห็นปุ่ม เราก็รู้ว่ามือถือเครื่องนี้คือ BlackBerry แน่ๆ

และตำนานความโด่งดังของราชันแห่งโทรศัพท์มือถือ ก็ได้เริ่มต้นขึ้น…

 

ปุ่มแป้นพิมพ์ QWERTY เอกลักษณ์ของแบล็กเบอร์รี

 

สู่บัลลังก์สูงสุดแห่งวงการโทรศัพท์

ในแต่ละปีที่ผ่านไป เมื่อผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตเริ่มเติบโต อนาคตของ BlackBerry ก็ดูจะสดใสขึ้นเรื่อยๆ ตามไปด้วย

– โดยเฉพาะช่วง 2004-2007 จำนวนผู้ใช้ BlackBerry ก้าวกระโดดมากขึ้นถึง 10 เท่า แตะระดับ 10 ล้านคน!!

 

– ต่อมาในปี 2008-2009 BlackBerry ก็ครองส่วนแบ่งสูงสุดประมาณ 40% ของตลาดสมาร์ตโฟนในสหรัฐฯ

ส่งผลให้ในช่วงนั้น บริษัทของพวกเขามีมูลค่าสูงที่สุดถึง 2.5 ล้านล้านบาท

(ตามมาด้วย Apple 24%, Microsoft 18% และ Google (Android) 5%)

 

– จนกระทั่งในปี 2011 BlackBerry ก็มียอดขายสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ขายได้มากกว่า 50 ล้านเครื่อง

ในแง่ของรายได้ ปีนั้น RIM ทำรายได้ประมาณ 630,000 ล้านบาท

และนั่นก็เป็นจุดสูงสุด ที่พวกเขาไม่สามารถเอื้อมถึงได้อีกเลย…

 

การมาของผู้สังหารราชา

ย้อนกลับไปก่อนหน้านั้นเล็กน้อย ในช่วงปี 2007 ที่ BlackBerry กำลังเริ่มเติบโตอย่างรวดเร็ว

บริษัท Apple ก็ได้ทำการเปิดตัวสมาร์ตโฟนรุ่นใหม่ของตัวเองอย่าง iPhone ออกมา ซึ่งเป็นผลงานที่ Steve Jobs ภาคภูมิใจมาก

iPhone เลือกที่จะใช้วิธีการตรงกันข้ามกับ BlackBerry โดยสิ้นเชิง

พวกเขาทิ้งปุ่มกดและแป้นพิมพ์ไปแทบจะทั้งหมด และก้าวไปสู่ยุคโทรศัพท์ทัชสกรีนแบบเต็มตัว

มันทำให้การใช้งานลื่นไหลขึ้น สามารถใช้เล่นอินเทอร์เน็ตได้ราวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่แม้แต่ BlackBerry ก็ทำไม่ได้

 

อาจเป็นโชคดี RIM ในช่วงแรกที่โทรศัพท์ทัชสกรีนเปิดตัวออกมา ยังไม่กระทบกับยอดขายของ BlackBerry มากนัก

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ทั้ง App Store จาก Apple และ Android ของ Google ที่ออกมาในปี 2008 ราวกับจับมือนัดกันมา

ทั้งสองสิ่งนั้นทำให้โลกรู้ว่าสมาร์ตโฟนนั้นเป็นได้แทบทุกอย่าง เท่าที่จินตนาการของนักพัฒนาแอปจะคิดออก แถมราคาก็เริ่มเอื้อมถึงได้แล้ว

ในขณะที่ BlackBerry ดูเหมือนกำลังย่ำอยู่กับที่

 

ราชันสิ้นบัลลังก์

หายนะของ BlackBerry เริ่มเกิดขึ้นเมื่อปี 2012 (ใช่ครับ.. เพียงปีเดียวหลังจากที่พวกเขาประสบความสำเร็จยอดขายสูงสุด)

ในปีนั้น โทรศัพท์ทัชสกรีนกลายเป็นที่นิยมมาก จน BlackBerry มีส่วนแบ่งการตลาดตกลงมาเหลือแค่ 6% เท่านั้น

ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ก็ทำให้ RIM รู้ตัวว่าพวกเขาต้องทำอะไรสักอย่างแล้ว..

แต่แทนที่ทางบริษัทจะปรับเปลี่ยนแป้นพิมพ์ หันไปใช้จอทัชสกรีน หรือใช้ Android ตามสมัยนิยม

สิ่งที่พวกเขาทำ กลับเป็นการพัฒนาระบบ BBM ซึ่งเป็นระบบส่งข้อความอันเป็นเอกลักษณ์ของ BlackBerry ต่อ เพราะมั่นใจว่ายังไงคนที่ติดระบบแชท จะซื้อมือถือนี้ต่อไป

 

ซึ่งถือว่า.. นั่นเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ของพวกเขาจริงๆ

เพราะในยุคสมัยที่คนใช้ทั้ง iOS และ Android จำนวนมาก ก็ย่อมอยากจะได้แอปแชทที่ส่งข้อความหากันได้ทุกระบบ มือถือที่ส่งข้อความได้เฉพาะยี่ห้อเดียวกัน กลายเป็นเรื่องล้าสมัยแล้ว

(ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่งที่ WhatsApp เติบโตจนมีผู้ใช้งานกว่าร้อยล้านคน)

 

แบล็กเบอร์รีพร้อมแอปพลิเคชัน BBM

 

ปิดตำนาน BlackBerry

ในท้ายที่สุดแล้ว RIM ก็ตัดสินใจเดิมพันครั้งสุดท้ายกับ BlackBerry ในปี 2013

ด้วยการปล่อยมือถือที่ใช้ระบบปฏิบัติการ BlackBerry 10 ออกมา

ซึ่งเราคงเดาได้ไม่ยากว่า มันไม่ประสบความสำเร็จแบบที่พวกเขาคาดหวังเอาไว้

 

และหลังจากวันนั้นมา รายได้ของพวกเขาก็มีแต่จะลดลงเรื่อยๆ ไม่เคยขึ้นไปถึง 630,000 ล้านบาท ที่เคยทำได้ในปี 2011 อีกเลย

ในปี 2014 รายได้ดังกล่าวก็ลดลงเหลือ 216,000 ล้านบาท

จนในที่สุดปี 2019 ก็เหลือส่วนแบ่งตลาดในสหรัฐฯ ไม่ถึง 1% และมีรายได้เพียง 28,000 ล้านบาท

ส่งผลให้ Research In Motion มีมูลค่ากิจการอยู่ที่ประมาณ 70,000 ล้านบาทเท่านั้น

 

คุณอาจจะไม่รู้ว่า บริษัทได้ออกรุ่นใหม่ที่ใช้ระบบ Android มาขายในช่วงหลัง

เพราะในยุคที่ตลาดถูกครองด้วย Apple, Samsung, Huawei และสารพัดค่ายจีน ไม่มีใครคิดถึง BB อีกต่อไป

สุดท้ายแล้ว ด้วยความหัวรั้นของ Research In Motion ทำให้ BlackBerry กลายเป็นเพียงตำนานของสมาร์ตโฟน

กว่าพวกเขาจะรู้ตัวว่าทำพลาด แล้วยอมปรับมาตามเทรนด์ นั่นก็สายไปเสียแล้ว…

 

คุณยังจำยุคสมัยแห่งการ "แลกพิน" กันได้ไหม!?ในยุคหนึ่ง ที่ใครก็อยากจะเป็นเจ้าของมือถือยอดฮิตอย่าง "บีบี"แต่ปัจจุบัน…

โพสต์โดย Billion Mindset – แนวคิดพันล้าน เมื่อ วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม 2020

 

ติดตาม Billion Mindset ได้ในหลากหลายช่องทาง

– เริ่มจากช่องทางใหม่ล่าสุด อินสตาแกรม https://www.instagram.com/billionmindset.ig/

– ตามต่อในทวิตเตอร์ https://twitter.com/Billion_Twit

– ติดตามเพจ Billion Mindset – แนวคิดพันล้าน อย่าลืมตั้งค่า See First เพื่อไม่ให้พลาดทุกโพสต์ใหม่นะครับ!!

 

ที่มา

www.knowyourmobile.com/phones/the-rise-and-fall-of-blackberry/

www.businessinsider.com/blackberry-smartphone-rise-fall-mobile-failure-innovate-2019-11

www.theverge.com/2016/9/30/13119924/blackberry-failure-success

medium.com/@edwardmuldrew/what-happened-to-blackberry-7f5f37623873

www.macrotrends.net/stocks/charts/BB/blackberry/revenue

Advertisement

แสดงความคิดเห็น...