หลังจากที่ดัชนีดาวโจนส์ของสหรัฐ ไปทำจุดต่ำสุดที่ประมาณ 18,500 จุด ในวันที่ 23 มีนาคม 2020

จากนั้นดัชนีดาวโจนส์ก็เรียกว่าวิ่งหน้าตั้ง มาเป็น 27,500 จุด คิดเป็นการเพิ่มขึ้นถึง 48% ภายในเวลาเพียง 2 เดือนเท่านั้น

 

จนกระทั่งวันที่ตลาดปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง ก็มาถึง..

วันที่ 11 มิถุนายน 2020 ดัชนีดาวโจนส์ ปรับลดลงจาก 26,989 จุด เหลือ 25,128 จุด คิดเป็นการปรับลดลงเกือบ 7% ในวันเดียว

เอาล่ะสิ.. ตลาดตกลงขนาดนี้ เกิดอะไรขึ้นกันนะ!?

มีการพยายามยกเหตุผลมาอธิบายการตกลงของตลาดหุ้น ซึ่งจะมีเหตุผลอะไรดีไปกว่า “ความกังวลเรื่องโควิด-19 ระลอกสอง” ล่ะ!?

 

แต่ถ้าลองมาดูตัวเลขการติดเชื้อในสหรัฐฯ กันบ้าง ว่ากังวลเรื่องการระบาดระลอกสองจริงเหรอ!?

ในวันที่ 24 เมษายน 2020 ยอดผู้ติดเชื้อรายใหม่ในสหรัฐฯ พุ่งขึ้นสูงถึง 35,900 คน ซึ่งนั่นเป็นยอดติดเชื้อรายใหม่สูงสุด

หลังจากนั้น ตัวเลขการติดเชื้อรายใหม่ ก็มีแนวโน้มเป็นขาลงอย่างต่อเนื่อง

สวนทางกับตลาดหุ้นที่วิ่งขึ้นสูงอย่างไม่หยุด

 

จนกระทั่งถึงวันที่ตลาดหุ้นตกลงอย่างหนัก ตัวเลขผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้นหรือไม่!?

ปรากฏว่า วันที่ 10 มิถุนายน 2020  มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ประมาณ 20,000 คน

ในวันที่ 11 มิถุนายน 2020 มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ประมาณ 17,000 คน

ซึ่งแนวโน้มก็ยังคงอยู่ในช่วงขาลงมาตลอดจากก่อนหน้านี้ แต่ก็ยังไม่ได้อยู่ในจุดที่เรียกว่า “ควบคุมได้”

หรือสรุปง่ายๆ ว่า.. การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในสหรัฐฯ “ระลอกแรก” ก็ยังไม่ได้จบลง จึงเป็นไปได้ยาก ว่าจะเกิดความกังวลถึง “การระบาดระลอกสอง”

 

ถ้าย้อนกลับมาดูการขึ้นลงของดัชนีตลาดหุ้นไทย

วันที่ 11 มิถุนายน 2020

ตลาดหุ้นไทย(ซึ่งเปิดก่อนตลาดหุ้นสหรัฐฯ) ปรับตัวลดลงไป 3.5% มีการพยายามอธิบายว่าเกิดจากความกังวลของโควิด-19

 

วันที่ 12 มิถุนายน 2020

เมื่อคืนตลาดสหรัฐฯ ลงหนัก และหลายคนก็คาดว่าตลาดไทยจะร่วงตามลงไปแน่ๆ

ซึ่งพอเปิดตลาดตอนเช้า ตลาดหุ้นก็ปรับตัวลดลงไปจริง แต่ในช่วงบ่าย กลับวิ่งขึ้นมาได้อีกครั้ง พร้อมกับเหตุผลที่ตามมาว่า ความกังวลเริ่มคลายลงแล้ว

 

วันที่ 15 มิถุนายน 2020

หลังจากมีข่าวการระบาดจากตลาดปลาในจีน ตลาดหุ้นไทยก็ตกลงไปอีก 3% พร้อมกับเหตุผลเดิมว่ากังวลเรื่องการระบาดระลอกสอง

 

วันที่ 16 มิถุนายน 2020

วันนี้ตลาดหุ้นไทยกลับมาเปิดตลาดเป็นบวกได้อีกครั้ง พร้อมกับเหตุผลว่า “คลายความกังวล” รวมถึงเหตุผลว่ารัฐบาลกลางสหรัฐ อัดฉีดเงิน จนหุ้นวิ่งขึ้นทั่วโลก

 

มาถึงจุดนี้ ก็กลายเป็นคำถามที่น่าสนใจว่า..

เหตุการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 ก็เกิดขึ้นอยู่แล้ว

ความกังวลของการระบาดระลอกสอง ก็เกิดความกังวลขึ้นอยู่แล้ว

การอัดฉีดเงินของรัฐบาลกลางสหรัฐ (QE) ก็เกิดขึ้นอยู่แล้ว

แต่พอตลาดหุ้นขึ้นลง สื่อต่างๆ ก็พร้อมจะจับมาโยงเข้ากับการขึ้นและลง เพื่อหาเหตุผลรองรับมัน ขึ้นอยู่กับว่าจะหยิบเหตุผลอะไรมาอธิบายให้เข้ากับมันดี

จนบางครั้งเป็นการพยายามหาเหตุผลมาอธิบายจนมากเกินไปหรือไม่!?

 

แม้เราจะปฏิเสธไม่ได้ว่า โควิด-19 ก็มีผลกระทบเกิดขึ้นจริงๆ ในช่วงก่อนหน้านี้…

ทั้งการตกลงอย่างหนักของทั้งตลาดหุ้น ราคาทองคำ และน้ำมัน พร้อมๆ กันในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

รวมกับมาตรการล็อกดาวน์ที่ทั้งโลกไม่เคยได้พบเจอมาก่อน ซึ่งทำให้เศรษฐกิจแทบทั้งโลกหยุดชะงักไปแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

 

แต่ในปัจจุบัน ที่หลายประเทศโดยเฉพาะในแถบเอเชีย เริ่มควบคุมโรคได้ดี

บางประเทศอย่างจีน ที่มีข่าวระบาดระลอกใหม่ ก็มีมาตรการจัดการที่เด็ดขาด

ในขณะที่หลายประเทศ ยังควบคุมโรคไม่ได้ อย่างสหรัฐฯ และเชื่อว่าคงไม่มีมาตรการล็อกดาวน์ที่หนักไปกว่านี้

และหลังจากที่ตลาดหุ้นทั่วโลกพุ่งกลับมาได้มากกว่า 40-50% หลังจากที่ตกลงไปในเดือนมีนาคม

เราไม่มีทางรู้ได้อย่างแน่นอนว่า หลังจากนี้ตลาดหุ้นจะพุ่งไปในทิศทางใด

จะขึ้นไปได้ต่ออีกไกล จากเศรษฐกิจที่ค่อยๆ กลับมา หรือจะตกลงไปอีก เป็นเรื่องที่ไม่มีใครสามารถรู้และคาดการณ์ได้ 100%

เพราะฉะนั้น การเตรียมพร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ ไม่ว่าตลาดหุ้นจะเคลื่อนที่ไปในทิศทางใด

ย่อมจะดีและปลอดภัยกว่าการทุ่มหมดหน้าตัก แล้วมาเดาว่าตลาดจะต้องไปในทิศทางอย่างที่ใจเราคิด

เพราะเมื่อมันไม่เป็นอย่างใจคิด ก็จะนำมาซึ่งการขาดทุนหนักจนถึงขั้นหมดตัว เหมือนบทเรียนที่เคยเกิดขึ้นมาซ้ำแล้วซ้ำเล่านั่นเอง…

 

เรากำลังใช้ COVID-19 มาเป็นเหตุผลอธิบาย "การขึ้นลงของตลาดหุ้น" มากเกินไปหรือไม่!?หลังจากที่ดัชนีดาวโจนส์ของสหรัฐ…

โพสต์โดย Billion Mindset – แนวคิดพันล้าน เมื่อ วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน 2020

 

 

ติดตาม Billion Mindset ได้ในหลากหลายช่องทาง

– เริ่มจากช่องทางใหม่ล่าสุด อินสตาแกรม https://www.instagram.com/billionmindset.ig/

– ตามต่อในทวิตเตอร์ https://twitter.com/Billion_Twit

– ติดตามเพจ Billion Mindset – แนวคิดพันล้าน อย่าลืมตั้งค่า See First เพื่อไม่ให้พลาดทุกโพสต์ใหม่นะครับ!!

Advertisement

แสดงความคิดเห็น...