คุณไม่สามารถตัดสินความสำเร็จในการลงทุน ได้ด้วยการวัดผลตอบแทนเพียงปีเดียว…

 

บ่อยครั้งมากที่ผมจะได้เห็นการโชว์ผลงานในการลงทุนรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น ฟอเร็กซ์ ทองคำ หรือที่ฮิตกันอยู่ในตอนนี้อย่างพวกสกุลเงินดิจิตอลอย่างเช่น บิทคอยน์

บ้างก็นำรูปของผลกำไรวันละหลักหมื่น หลายหมื่น จนถึงหลักแสน หรือผลตอบแทนวันละหลายเปอร์เซ็นต์มาอวดกัน ซึ่งเราไม่สามารถบอกได้เลยว่านั่นเป็นสิ่งที่ถูกหรือผิด แต่ที่แน่ๆ คือมันอาจจะสร้างค่านิยมที่ไม่ค่อยถูกต้องขึ้นมาก็เป็นได้

 

คุณซื้อ Tesla ไว้ 1 หุ้นเมื่อหลายปีก่อน คุณก็สามารถเอามาอวดชาวบ้านในวันนี้ได้!??

 

หลายคนคิดว่านักลงทุนที่เก่งกาจ คือนักลงทุนที่สามารถทำกำไรได้ตลอด ได้ทุกวัน ทุกเดือน หรือกระทั่งตลอดทั้งปี บริหารเงินให้เป็นบวกได้ในทุกสภาวะตลาด รู้ว่าหุ้นจะขึ้นเมื่อไรก็ซื้อ หรือถ้ารู้ว่าหุ้นจะลงเมื่อไรก็ขายล่วงหน้า หรือเปิด Short Selling ไว้ได้ทันเวลา

แท้จริงแล้วความเชื่อเหล่านั้นกลับผิดไปอย่างสิ้นเชิง.. ถ้าหากจะยกตัวอย่างของนักลงทุนชื่อดังที่หลายคนรู้จักดีอย่าง Warren Buffet มาเป็นตัวอย่างอีกครั้งน่าจะเห็นภาพได้ชัดเจนที่สุด

 

 

ทำให้เราเข้าใจวัฏจักรของการลงทุนได้อย่างชัดเจนก็คือ ถึงแม้ว่าในปี 1976 เขาจะทำกำไรได้มากถึง 129% หรือกระทั่งในปี 1985 ที่ได้ประมาณ 93% (มากกว่าผลตอบแทนของดัชนี้ S&P 500 ที่ทำได้เพียง 31.6% เท่านั้น)

แต่ถ้าเราลองดูดีๆ สมมติว่าคุณไม่รู้จักชายหนุ่มคนนี้มาก่อน ในปี 1972 เขามาชวนคุณร่วมลงทุน คุณก็เห็นว่ามันน่าสนใจดีก็เลยเข้าร่วมซื้อหุ้นกับเขา

 

แต่ทันใดนั้นในปีแรก เขาก็บริหารเงินคุณ -2.5% คุณก็คิดว่ายังคงรับได้ เพราะในปีนั้นตลาดหุ้นก็มีทีท่าไม่ค่อยดี ดัชนี S&P 500 ลดลงไปถึง -14.8%

แต่ถัดมาอีกปีหนึ่ง ในปี 1974 คุณพบว่าเงินคุณลดลงไปถึง -48.7% ทั้งๆ ที่ตลาดหุ้นก็ไม่ได้ลดมากขนาดนั้น เพราะดัชนี S&P 500 ปิดท้ายในปีนั้นด้วยการติดลบ -26.4%

 

 

คุณจะยังเชื่อใจชายคนนี้ต่อไปไหม… คุณอาจจะขอถอนเงินที่เหลือคืน แล้วเรียกชายคนดังกล่าวว่านักลงทุนที่ไร้ความสามารถ พร้อมกับบอกคนรู้จักว่าอย่าไปลงทุนกับคนๆ นี้อีก

หรือจะเชื่อมั่นในความคิดของเขา รับฟังเป้าหมายของการลงทุนในครั้งนั้น และถือเงินยาวไปอีก 50 ปี กับหนึ่งในนักลงทุนที่ได้ชื่อว่ามีเก่งและโด่งดังที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก!?

เพราะถึงแม้ว่าเขาจะทำผลงานได้เฉลี่ยเพียงปีละ 21.6% แต่เมื่อคิดดูดีๆ แล้ว ผลตอบแทนที่เขาทำให้คุณตั้งแต่เริ่มลงทุนในช่วงแรกจนผ่านมาประมาณ 50 ปีนั้น เพิ่มขึ้นมามากถึง 1,826,163%

มีการคำนวณจากทางเว็บไซต์ BusinessInsider เอาไว้ว่า หากคุณลงเงินกับเขา 1,000 ดอลลาร์ ในปี 1964 ผ่านมาจนถึงปี 2015 มูลค่าเงินทุนของคุณจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลเป็น 11,641,053 ดอลลาร์เลยทีเดียว!!

 

 

แท้จริงแล้วมันคือความมหัศจรรย์ของ “ดอกเบี้ยทบต้น” ที่ต้องใช้เวลาในการแสดงให้เห็นว่ามันจะทวีคูณไปได้มากแค่ไหน ถ้าให้เวลากับมันมากพอ

 

นี่อาจจะเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่นำมาแสดงง่ายที่สุด ของการที่เราไม่ควรตัดสินผลตอบแทนของการลงทุน ไม่ว่าของทั้งคนอื่นหรือของตัวเราเอง ภายในระยะเวลาแค่ไม่กี่วัน ไม่กี่เดือน หรือกระทั่งไม่กี่ปี

เพราะแท้จริงแล้วความสำเร็จของการลงทุนนั้นจะอยู่ในระยะยาว เพียงแค่คุณรักษาระดับกำไรให้สม่ำเสมอในทุกๆ ไม่ว่าจะเป็น 10% 15% หรือ 20% ก็ตาม ผลสุดท้ายก็คือความสำเร็จในการลงทุนที่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน…

Advertisement

แสดงความคิดเห็น...