เราอาจจะคุ้นเคยกับเห็ดหูหนูในตลาด ที่ราคากิโลกรัมละประมาณ 60 บาท

หรือเห็ดหลินจือ ที่แพงขึ้นมาหน่อย ก็ขายกันถึงกิโลกรัมละ 2,000 บาท

แต่เคยได้ยินเรื่องราวของ “เห็ดทรัฟเฟิล” กันรึเปล่า!?

มันคือเห็ดที่มีราคาซื้อขายอยู่ที่ตั้งแต่ 100,000 – 300,000 บาทต่อกิโลกรัม

สงสัยไหมว่า ทำไมทรัฟเฟิลที่เป็นแค่ “เห็ด” ถึงมีราคาแพงได้ขนาดนั้น วันนี้เราจะไปร่วมหาคำตอบพร้อมๆ กัน…

 

ทรัฟเฟิลคืออะไร? ทำไมจึงได้รับความนิยม!?

หากย้อนไปในประวัติศาสตร์ มีการพูดถึงทรัฟเฟิลมาตั้งแต่ราวๆ 2,400 ปีก่อนแล้ว

แต่ถ้าจะหาหลักฐานที่ยืนยันว่ามันได้รับความนิยมจริงๆ ก็คือช่วงยุคเรอเนซองส์เป็นต้นมา

ด้วยเหตุผลว่า เจ้าทรัฟเฟิลเป็นเห็ดที่มีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ มันจึงได้รับความนิยมขึ้นมาในเมนูอาหารฝรั่งเศส

เมื่อชื่อเสียงของมันได้รับการบอกต่อปากต่อปาก จนข้ามประเทศ พร้อมกับการแพร่ไปทั่วโลกของอาหารฝรั่งเศสในยุคถัดมา

คนก็เลยเริ่มรู้จักและนิยมบริโภคเจ้าทรัฟเฟิลมากขึ้นตามไปด้วย

 

โดยเจ้าทรัฟเฟิล แม้จะมีหลายสายพันธุ์ แต่สามารถแยกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่

1. กลุ่มทรัฟเฟิลดำ ซึ่งมักพบได้ในฝรั่งเศส สเปน และก็อิตาลี มีราคาอยู่ที่ราวๆ กิโลกรัมละ 100,000 บาท

2. กลุ่มทรัฟเฟิลขาว ที่พบได้ในทางเหนือของอิตาลี และมักถูกขายผ่านการประมูล ตั้งแต่ 300,000 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับสภาพของเห็ด

 

ปกติทรัฟเฟิลแต่ละก้อนจะหนักประมาณ 30-60 กรัม

แต่ครั้งหนึ่งเจ้าทรัฟเฟิลขาวนี่แหละ ที่เคยถูกพบหนักก้อนละ 1 กิโลกรัม และถูกประมูลไปในราคาพิเศษกว่าปกติถึง 10 ล้านบาท!!

 

ทรัฟเฟิลขาวที่ถูกประมูลในราคา 10 ล้านบาท

 

มันหายากขนาดนั้นเลยเหรอ!?

แน่นอนว่าแค่รสชาติหรือกลิ่นเฉพาะตัว ย่อมไม่ใช่เหตุผลเดียวที่ทำให้ทรัฟเฟิล กลายเป็นเห็ดแพงที่สุดในโลก

แต่มาจาก “ความหายาก” และ “ความเรื่องมาก” ของเจ้าทรัฟเฟิลเอง

ข้อแรกก็คือ ทรัฟเฟิลเป็นเห็ดที่ขึ้นอยู่ตามรากของต้นไม้ ซึ่งอยู่ใต้ดินอีกทีหนึ่ง

วิธีการเดียวที่เราจะหามันได้จึงเป็นการใช้ “สัตว์” ช่วยดมกลิ่น

ในอดีต คนจะใช้หมูที่ชื่นชอบการกินเห็ดเพื่อหาทรัฟเฟิล แต่พวกเขาก็ต้องเจอปัญหามันขุดคุ้ยดินจนพัง แถมบางครั้งกินทรัฟเฟิลซะเองอีก

ในปัจจุบันนักเก็บทรัฟเฟิล จึงได้เปลี่ยนมาใช้งานสุนัขที่ควบคุมได้ง่ายกว่า ไม่แย่งมนุษย์ขุดหาเห็ดจนทำให้ทรัฟเฟิลเสียหาย

แต่ต่อให้มีการใช้สัตว์ช่วย การหาทรัฟเฟิลก็ไม่ใช่เรื่องง่ายอยู่ดี เพราะพื้นที่ป่าก็กว้างใหญ่ คนก็เลยต้องเสียเวลาเป็นวันๆ เพื่อตามหามัน

 

และข้อที่สอง ความเรื่องมากของมัน…

เราจะพบมันได้แค่ตามรากของต้นไม้บางชนิด อย่างโอ๊ก สน และเฮเซล

แถมถ้าสภาพอากาศไม่เหมาะสมพอดิบพอดี ไม่ว่าจะความชื้นมากไป หรือฝนน้อยไป มันก็จะไม่โตเอาเสียดื้อๆ

ที่สำคัญสถานที่ที่พบทรัฟเฟิลได้บ่อยพอที่จะคุ้มค่ากับการไปตามล่านำมาขาย ยังแค่ในพื้นที่ป่าที่มีอยู่จำกัด

เช่น ในอิตาลี ฝรั่งเศส บางส่วนของยุโรป บางพื้นที่ในสหรัฐฯ และบางส่วนของออสเตรเลียเท่านั้น

 

การขุดทรัฟเฟิลดำ

 

ช่วงเวลาการเก็บเกี่ยว และอายุการเก็บรักษาที่สั้น

แต่นอกจากทรัฟเฟิลจะหายากแล้ว มันยังเก็บได้แค่บางช่วงของปี แถมเสียรสชาติง่ายไปอีก (เอ๊า!!)

ช่วงเวลาที่ทรัฟเฟิลส่วนใหญ่จะเก็บเกี่ยวได้จะอยู่ในช่วงฤดูหนาว โดยเฉพาะเดือนธันวาคม

(แม้ทรัฟเฟิลบางสายพันธุ์จะถูกพบได้ในฤดูร้อน แต่ถูกมองว่าคุณภาพไม่ดีเท่าฤดูหนาว ราคาก็ถูกกว่าเป็นเท่าตัว)

 

ด้วยความที่ ทรัฟเฟิลจะปล่อยกลิ่นของมันในช่วงที่โตที่สุดเท่านั้น หลักการเก็บมาบ่มแบบพืชชนิดอื่นๆ ก็เลยใช้ไม่ได้กับเจ้าเห็ดชนิดนี้

ดังนั้น เมื่อเหล่านักเก็บทรัฟเฟิลได้ผลผลิตมา พวกเขาจึงจำเป็นที่จะต้องส่งทรัฟเฟิลไปให้ถึงมือลูกค้าให้เร็วที่สุด

เพราะเคยมีการเก็บข้อมูลว่า ภายในไม่ถึงสัปดาห์ กลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของทรัฟเฟิล นั้นจะหายไปเกือบครึ่งหนึ่ง

 

ราคาต่อปอนด์ของทรัฟเฟิลขาว และทรัฟเฟิลดำในฤดูร้อน ที่ต่างกันเป็นเท่าตัว

.

 

อ่ะ ถ้ามันหายากนัก เราก็มาเพาะเองเลยสิ…

ซึ่งก็เป็นความคิดที่ดี แต่ปัญหาคือ ทรัฟเฟิลดันเพาะพันธุ์ยากสุดๆ เช่นกัน

แน่นอนว่าในปัจจุบัน นอกจากทรัฟเฟิลขาวที่เป็นสายพันธุ์หายาก ก็มีคนบางกลุ่มริเริ่มทำฟาร์มทรัฟเฟิลได้แล้วจริงๆ แต่ก็ยังอยู่ในสเกลที่เล็กมาก

ด้วยเหตุผลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น..

– สถานที่เพาะจะต้องมีสภาพอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการเติบโตของทรัฟเฟิล มีความชื้น อุณหภูมิดินที่เหมาะสมที่ประมาณ 23-28 องศาเซลเซียส แต่ไม่ร้อนเกิน 30 องศา

– รากของต้นไม้ที่ต้องมาจากสายพันธุ์ที่เหมาะสม อย่างโอ๊ก สน หรือเฮเซล และต้องฝังเชื้อทรัฟเฟิลไว้ก่อนปลูกลงดิน

– พื้นดินที่ใช้ปลูกต้นไม้ที่มีเชื้อทรัฟเฟิล ควรมีความเป็นกลางหรือกรดเล็กน้อย (ค่า pH ราวๆ 7)

– ต้องมีดินที่นุ่ม และบ่อยครั้งจะต้องมีการติดระบบน้ำ เพื่อการให้ความชื้นที่ต่อเนื่อง

– ตัวเชื้อจะต้องแข็งแรงพอที่จะเติบโต ซึ่งนี่เป็นหนึ่งในปัจจัยที่เรายังควบคุมไม่ได้ 100%

ทั้งหมดนี้ อาจจะทำให้ฟาร์มแห่งหนึ่งต้องใช้เวลานานถึง 6 ปี กว่าจะสามารถเก็บเกี่ยวทรัฟเฟิลที่ดีพอต่อการนำไปขายได้จริงๆ

และที่สำคัญคือต่อให้ทำฟาร์มขึ้นมา มันก็ไม่มีอะไรยืนยันได้เลยว่าทรัฟเฟิลจะยอมโต คุ้มค่ากับการลงทุน

อ๊ะ.. สมมติว่ามันโตปีนี้ แต่ปีหน้ามันก็อาจจะไม่โตขึ้นมาดื้อๆ เลยก็เป็นไปได้อีก

 

ตัวอย่างของหนึ่งในฟาร์มเห็ดทรัฟเฟิล ที่ประเทศออสเตรเลีย

 

อนาคตของ “เห็ดทรัฟเฟิล”

ถึงการเพาะพันธุ์จะทำได้ยาก แต่มันก็ดีกว่าการไปหาเก็บเอาในธรรมชาติอย่างเดิม

ด้วยความที่โลกต้องเผชิญกับภาวะอาการเปลี่ยนแปลง และการตัดไม้ทำลายป่า ตัวเลขผลผลิตของทรัฟเฟิลป่าจึงลดลงเป็นอย่างมาก

จากที่ในฝรั่งเศส เคยบันทึกว่าในช่วงปี 1900 นั้น เก็บทรัฟเฟิลป่าได้ 1,000 ตันต่อฤดูกาล

ผ่านมาประมาณร้อยปี ทรัฟเฟิลป่าที่พวกเขาเก็บได้ก็เหลือแค่ราวๆ 30 ตันต่อฤดูเท่านั้น

ทำให้ปัจจุบัน เห็ดจากฟาร์มนั้นก็เป็นสัดส่วนถึง 70% ในตลาดทรัฟเฟิล

 

ในอนาคตที่ทรัฟเฟิลป่าลดลง ถ้าการเพาะปลูกทรัฟเฟิลยังไม่สามารถไล่ตามกับความต้องการบริโภคของมนุษย์ที่มากขึ้นเรื่อยๆ ได้

สุดท้ายมันก็จะกลับมาสู่หลักการที่ว่า เมื่อสินค้ามีเท่าเดิม แต่ความต้องการสูงขึ้น ก็จะผลักดันราคาให้สูงขึ้นไปอีก

และเราอาจจะได้เห็นทรัฟเฟิล ราคากิโลละครึ่งล้านในอนาคตก็เป็นได้..

 

เราอาจจะคุ้นเคยกับเห็ดหูหนูในตลาด ขายกิโลกรัมละประมาณ 60 บาทหรือแพงขึ้นมาหน่อยอย่างเห็ดหลินจือ ก็ขายกันถึงกิโลกรัมละ…

โพสต์โดย Billion Mindset – แนวคิดพันล้าน เมื่อ วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม 2020

 

 

ติดตาม Billion Mindset ได้ในหลากหลายช่องทาง

– เริ่มจากช่องทางใหม่ล่าสุด อินสตาแกรม https://www.instagram.com/billionmindset.ig/

– ตามต่อในทวิตเตอร์ https://twitter.com/Billion_Twit

– ติดตามเพจ Billion Mindset – แนวคิดพันล้าน อย่าลืมตั้งค่า See First เพื่อไม่ให้พลาดทุกโพสต์ใหม่นะครับ!!

 

ที่มา

www.businessinsider.com/why-real-truffles-are-so-expensive-2019-10

www.agritruffe.eu/en/truffle-trees-trufficulture-english/harvesting-truffle/

truffleaddict.com/how-much-are-truffles-worth/

mushroomman.com.au/product/italian-white-truffle/

www.cnbc.com/2018/11/26/why-truffles-are-so-expensive.html

www.rd.com/food/fun/why-are-truffles-so-expensive/

Advertisement

แสดงความคิดเห็น...