สรุปคดีอื้อฉาวของ Wirecard บริษัทที่หุ้นตกจาก 100 ยูโร เหลือ 1 ยูโร และมูลค่าหายไป 400,000 ล้านบาท ภายในสัปดาห์เดียว!!

 

Wirecard ก่อตั้งในปี 1999 เริ่มจากการเป็นผู้ให้บริการประมวลผลการจ่ายเงินออนไลน์ โดยเป็นตัวกลางระหว่างลูกค้า ร้านค้า และธนาคาร

ธุรกิจของบริษัทในช่วงปี 2000 เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการเป็นตัวกลางชำระเงินของเว็บพนันออนไลน์และเว็บโป๊ต่างๆ

หลังจากนั้นในปี 2006 บริษัทขยับเข้าสู่ธุรกิจบัตรเครดิต ทำให้ตอนนี้พวกเขามีทั้งธุรกิจหลักทั้งการให้บริการบัตร รวมถึงบริการชำระเงินออนไลน์

Wirecard ซึ่งเหมือนลูกผสมระหว่างธุรกิจการเงิน และเทคโนโลยี เป็นธุรกิจไฟแรงที่น่าจับตามองมากที่สุดรายหนึ่งของยุโรป

จนกระทั่งเข้าสู่ปี 2007 บริษัทก็เติบโตจนขยายกิจการไปยังภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ก่อนที่จะขยายต่อไปยังออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ แอฟริกาใต้ ตุรกี และสหรัฐฯ ในภายหลัง

 

จุดเด่นของ Wirecard ก็คือการเติบโตของรายได้ที่ก้าวกระโดด จากการเข้าซื้อกิจการต่างๆ จำนวนมาก

รายได้ส่วนใหญ่ก็จะมาจากประเทศอย่างอินเดีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ หรือจากการลงทุนในดูไบ

ตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมา Wirecard มีผลกำไร (ก่อนหักภาษี) แบบก้าวกระโดดมากกว่า 30% ทุกปี

ซึ่งนั่นแสดงถึงบริษัทที่มีการเติบโตสูง เป็นหุ้นที่มีมูลค่ากิจการสูงกว่าธนาคารใหญ่ของเยอรมนีเสียอีก

แต่ภายใต้การเติบโตที่สูงนั้น กลับซ่อนเบื้องหลังอันมืดมิดเอาไว้…

 

Markus Braun จากอดีตผู้สอบบัญชี สู่ซีอีโอธุรกิจห้าแสนล้าน

 

กลิ่นตุๆ เริ่มออกมาตั้งแต่ปี 2008 นักลงทุนเยอรมันออกมาโจมตีงบการเงินที่ “น่าสงสัย” ของบริษัท

จนบริษัทต้องตั้งบริษัทสอบบัญชียักษ์ใหญ่ EY เข้ามาตรวจสอบ แล้วรับรองงบการเงินนั้นในภายหลัง

 

จากนั้นในปี 2015 มีการทำบทความออกมาโจมตี Wirecard อีกครั้ง

ซึ่งในครั้งนี้มีการตั้งข้อสงสัยถึงเงินกว่า 8,000 ล้านบาท ซึ่งอาจจะหายไปอย่างน่าสงสัยในงบการเงิน

แต่ Wirecard ก็ยังคงเข้าซื้อกิจการต่อไป โดยเฉพาะการลงทุนกว่า 10,000 ล้านบาท ซื้อธุรกิจชำระเงินในอินเดีย

 

ในช่วงระหว่างปี 2015-2019 มีประเด็นดราม่าของ Wirecard ให้พูดถึงอยู่อีกหลายครั้ง…

ทั้งการที่นักลงทุนออกมาแฉว่าบริษัทอาจจะเข้าข่ายฟอกเงิน จนนักลงทุนเหล่านั้นโดน BaFin (หน่วยงานควบคุมการเงินของเยอรมนี) ตรวจสอบกลับซะเอง

ทั้งการที่สื่อการเงิน ตั้งข้อสังเกตถึงงบและรายได้ ที่ได้มาแบบผิดปกติ

มีการตรวจสอบสำนักงานสาขาสิงคโปร์ เพราะอาจจะมีส่วนรู้เห็นกับเรื่องดังกล่าว

เช่น การให้เงินบริษัทลูกประเทศหนึ่ง ไปจ้างงานบริษัทโนเนมสักแห่ง แล้วพักเงินไว้สักพัก จากนั้นบริษัทโนเนมนั่น ก็ไปจ้างบริษัทลูกในอีกประเทศ กลายเป็นรับรู้รายได้ 2 รอบจากเงินก้อนเดียว

จนถึงขั้นมีสำนักข่าวไปลงพื้นที่ในฟิลิปปินส์ ก่อนจะพบว่าที่อยู่ของสำนักงานแห่งนั้น เป็นโกดังของชาวประมงแก่ๆ ซึ่งไม่รู้ว่าบ้านตัวเองถูกใช้ตั้งบริษัทด้วยซ้ำ

แต่บริษัทก็ยังปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา แถมฟ้องกลับสื่อที่ออกมาแฉ

ส่วนทางผู้สอบบัญชี EY ก็รับรองความถูกต้องของงบการเงินให้เรื่อยมา

ขณะที่หน่วยงานดูแลด้านการเงินเยอรมนี ก็เหมือนจะให้ความเชื่อมั่น Wirecard จนมากเกินไป

 

นักข่าว FT ที่ตามแฉเรื่องนี้ ลงพื้นที่ไปดูสภาพออฟฟิศที่ฟิลิปปินส์

 

จนกระทั่งวันที่ 16 มิถุนายน 2020

หลังจากเรื่องราวอื้อฉาว Wirecard ก็เลยต้องจากบริษัทสอบบัญชีอีกแห่ง KPMG มาเป็นผู้ตรวจสอบพิเศษ เพื่อยืนยันว่างบของตัวเองถูกต้อง

แต่คำตอบที่ได้รับหลังจากการตรวจสอบอย่างยาวนานก็คือ.. “ไม่สามารถยืนยันความถูกต้องได้”

ทางธนาคารในฟิลิปปินส์ ก็แจ้งสำนักสอบบัญชี EY ว่าหลักฐานทางการเงิน 65,000 ล้านบาทนั้นน่าจะเป็นของปลอม และทางธนาคารไม่เคยรับรู้การมีอยู่ของเงินดังกล่าว

 

วันที่ 18 มิถุนายน 2020

Wirecard ซึ่งตอนนี้ถึงเส้นตายของการส่งงบการเงินของปี 2019  ในที่สุดก็ยอมรับว่าเงิน 65,000 ล้านบาทนั้น “หายไป”

ทำให้เกิดคำถามตามมามากมาย ไม่ว่าจะเป็น..

เกิดอะไรขึ้นกับบริษัทที่เติบโตอย่างรวดเร็วมาตลอด!?

แล้วเงินมูลค่ามหาศาลขนาดนั้นหายไปไหน!?

กำไรที่บริษัทเคยแจ้งมาในปีก่อนๆ ล้วนเป็นของปลอมทั้งหมดเหรอ!?

และทุกอย่างหลังจากนั้น ก็คือหายนะ!!

 

หุ้น Wirecard ราคาตกลงทันทีกว่า 70% จาก 104 ยูโร เหลือเพียง 39 ยูโร

จากนั้นในเวลาไม่ถึงสัปดาห์ หุ้นก็ตกลงไปเหลือเพียง 1.28 ยูโรเท่านั้น มูลค่าบริษัทหายไปกว่า 400,000 ล้านบาท

ซีอีโอลาออกจากตำแหน่ง ก่อนจะถูกจับกุมในเวลาต่อมา ด้วยข้อหาสร้างข้อมูลเท็จและปั่นหุ้น

ในที่สุด บริษัท Wirecard ยื่นเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย ในวันที่ 25 มิถุนายนที่ผ่านมา

 

สมมติคุณซื้อหุ้น Wirecard ไว้ในปี 2008 ที่ราคาประมาณ 4 ยูโร

ผ่านไปประมาณสิบปี ในปี 2018 มูลค่าเงินลงทุนของคุณจะเพิ่มขึ้นสูงถึง 45 เท่า คิดเป็นผลตอบแทนทบต้นที่สูงเกือบ 50% ต่อปี!!

แต่.. ถ้าคุณบังเอิญมาซื้อหุ้นตัวนี้เมื่อต้นปี 2020 ล่ะก็ ถึงตอนนี้เงินลงทุนของคุณจะหายไปแล้วถึง 95%

 

การพุ่งขึ้นของราคาหุ้น และตกลงอย่างรุนแรงหลังจากมีข่าวอื้อฉาว
ภาพ: FT

 

นี่คือบทสรุป ของธุรกิจเทคโนโลยีทางการเงิน ที่เติบโตอย่างร้อนแรงที่สุดในยุโรป ต้องจบลงด้วยคดีอื้อฉาวที่ร้อนแรงไม่แพ้กัน

และเชื่อว่าเรื่องของ Wirecard จะกลายเป็นกรณีศึกษาทางธุรกิจและการลงทุน ไปอีกแสนนาน…

 

 

ติดตาม Billion Mindset ได้ในหลากหลายช่องทาง

– เริ่มจากช่องทางใหม่ล่าสุด อินสตาแกรม https://www.instagram.com/billionmindset.ig/

– ตามต่อในทวิตเตอร์ https://twitter.com/Billion_Twit

– ติดตามเพจ Billion Mindset – แนวคิดพันล้าน อย่าลืมตั้งค่า See First เพื่อไม่ให้พลาดทุกโพสต์ใหม่นะครับ!!

 

ที่มา:

www.economist.com/finance-and-economics/2020/06/25/how-wirecard-fooled-most-of-the-people-all-of-the-time

www.bloomberg.com/news/articles/2020-06-22/wirecard-scandal-a-complete-disaster-says-german-regulator?sref=sgn2IOkw

www.ft.com/content/284fb1ad-ddc0-45df-a075-0709b36868db

https://en.wikipedia.org/wiki/Wirecard_scandal

Advertisement

แสดงความคิดเห็น...